โครงการเพื่อสังคม
โครงการแหล่งเรียนรู้ใต้ทะเล
จากเรือหลวงถึงปะการังเทียม... ภารกิจสุดท้ายเพื่อทะเลไทย
ย้อนกลับไปเมื่อต้นปี 2553 เกิดปรากฏการณ์น้ำทะเลมีอุณหภูมิสูงเกิน 30.5 องศาเซลเซียส ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ "ปะการังฟอกขาว" (Coral Bleaching)
หนึ่งในแนวคิดเพื่อช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศที่นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลได้ประชุมร่วมกันที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งในปีนั้น คือ "การสร้างแหล่งดำน้ำโดยมนุษย์" (Man-made Dive sites) เพราะจากการศึกษาพบว่า หากแนวปะการังบริเวณใด ได้รับความนิยมมาก ผลกระทบต่อปะการังย่อมสูงตามไปด้วย ขณะที่การปิดจุดดำน้ำหรือประกาศห้ามการท่องเที่ยวตามแนวปะการังไม่ใช่เรื่องง่าย และจะส่งผลกระทบต่อรายได้ของคนในท้องถิ่นและธุรกิจท่องเที่ยวด้วย ดังนั้น หากสามารถสร้างแหล่งดำน้ำทดแทนได้ ก็จะช่วยลดผลกระทบต่อแนวปะการังธรรมชาติให้มีโอกาสฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

การสร้างแหล่งดำน้ำใหม่โดยมนุษย์นั้น แต่ละท้องที่ทั่วโลกมีความนิยมใช้วัสดุแตกต่างกันไปตั้งแต่ตู้โบกี้รถไฟ เครื่องบิน รถถัง แต่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ เรือ สำหรับประเทศไทย กองทัพเรือ เคยวางเรือหลวงคราม และ เรือหลวงกูด ลงสู่ใต้ท้องทะเล จังหวัดชลบุรีมาแล้ว เมื่อปี 2546
ปตท.สผ. ในฐานะผู้ดำเนินธุรกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในทะเลไทยได้เข้ามาร่วมสนับสนุนให้เกิด "โครงการแหล่งเรียนรู้ใต้ทะเล" โดยการศึกษาและพัฒนาการนำเรือรบหลวงมาจัดทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวใต้ทะเล จังหวัดชุมพรและจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ได้แก่ กองทัพเรือ จังหวัดชุมพร จังหวัดสุราษฎร์ธานี กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ตัวแทนผู้ประกอบการและชุมชนในพื้นที่ และภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ภารกิจครั้งนั้น ปตท.สผ. ได้รับการสนับสนุนเรือรบหลวง 2 ลำ จากกองทัพเรือ คือ เรือหลวงปราบ และ เรือหลวงสัตกูด ด้วยเกียรติภูมิและขนาดของเรือมีความเหมาะสมสำหรับการนำมาวางเป็นปะการังเทียมเพื่อเป็นแหล่งดำน้ำสำหรับนักท่องเที่ยว

"เรือหลวงปราบ" และ "เรือหลวงสัตกูด" เป็นเรือยกพลขึ้นบกขนาดเล็ก (Landing Craft Infantry) มีความยาวเกือบ 50 เมตร ที่ขึ้นระวางประจำการในปี 2490 ทำหน้าที่ลำเลียงพลขึ้นบก ลาดตระเวนน่านน้ำ ช่วยเหลือเรือประมงที่ประสบอุบัติเหตุ และทำหน้าที่ "เรือครู" ให้นักเรียนนายเรือ ฝึกหลักสูตรการเดินเรือและการใช้อาวุธจนกระทั่ง ปลดประจำการในปี 2549
หลักเกณฑ์สำคัญของการเลือกพื้นที่วางเรือ คือต้องช่วยลดผลกระทบที่เกิดกับแนวปะการังได้จริง และเป็นตำแหน่งที่นักดำน้ำสามารถเดินทางมาได้สะดวก และไม่ไกลจากแนวปะการังธรรมชาติ ซึ่งเป็นจุดท่องเที่ยวเดิมมากนัก
ก่อนจะวางเรือหลวงทั้งสองลำ ต้องหารือร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง มีการดำน้ำสำรวจใต้พื้นทะเล เพื่อหาตำแหน่งที่เหมาะสมกับการวางเรือ โดยศึกษาทั้งสภาพกระแสน้ำ ความขุ่นของน้ำ ลักษณะพื้นท้องทะเล และจำนวนชนิดของสัตว์น้ำต่าง ๆ โดยกำหนดตำแหน่งวางเรือที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี และเกาะง่ามน้อย จังหวัดชุมพร

นับตั้งแต่วางเรือมาจนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 10 ปี เรือทั้งสองลำทำหน้าที่เสมือนเป็นปะการังเทียมแทนแนวปะการังธรรมชาติ ความอุดมสมบูรณ์ของบรรดาสัตว์ทะเลหลากหลายชนิดที่เข้ามาอาศัยบริเวณลำเรือ ช่วยพัฒนาให้สถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งเรียนรู้ใต้ทะเลของนักดำน้ำ นักท่องเที่ยว สามารถสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับชุมชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ปีละกว่า 59 ล้านบาท จากจำนวนผู้เยี่ยมชมกว่า 28,000 คนต่อปี ที่สำคัญบริเวณดังกล่าว จากการวิเคราะห์ผลตอบแทนทางสังคม (Social Return on Investment : SROI) ของโครงการนี้ โดยนำผลลัพธ์ทางสังคมมาคำนวณมูลค่าเปรียบเทียบกับมูลค่าทางการเงินของต้นทุนที่ใช้ไปในการดำเนินโครงการ ซึ่งผลตอบแทนทางสังคมของโครงการแหล่งเรียนรู้ใต้ทะเล มีผลตอบแทนทางสังคมเท่ากับ 5.34:1


ฉลามวาฬ ปลาที่ใหญ่ที่สุดในโลกว่ายเวียนมา ในบริเวณเรือหลวงปราบเป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนกันยายน
“เรือครู” ทั้งสองลำมีส่วนช่วยพิทักษ์ทะเลไทยเกินความคาดหมาย
โครงการแหล่งเรียนรู้ใต้ทะเล ได้รับรางวัลในระดับนานาชาติ เช่น รางวัล Green World Awards ณ สหรัฐอเมริกา รางวัล Gulf Sustainability Awards 2021 ระดับเงิน ประเภทการพัฒนาชุมชนดีเด่น (Best Community Development) ณ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รางวัล Global CSR award 2020 ระดับ Platinum Winner ประเทศอินเดีย รางวัล Stevie Award ระดับเงิน ด้าน Innovation in Community Relations ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์ รางวัล Best CSR Campaign ณ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย รางวัลระดับทอง ประเภทโครงการด้านสิ่งแวดล้อมดีเด่น (Best Environmental Excellence Award) ณ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย รางวัลชนะเลิศ ประเภทผู้นำด้านสิ่งแวดล้อม (Green Leadership) ณ ประเทศฟิลิปปินส์
ผลสัมฤทธิ์ในการเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพและการใช้ประโยชน์ของมนุษย์ จากการวางเรือหลวงทั้ง 2 ลำ ปตท.สผ. จึงได้ริเริ่มดำเนินงานวางประติมากรรมใต้ทะเลขึ้น โดยการวางประติมากรรมนี้ได้รับความร่วมมือจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคประชาชน ได้แก่ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เทศบาลเกาะเต่า สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวเกาะเต่า และชมรมรักษ์เกาะเต่า
ลานประติมากรรม Ocean for Life จัดวาง ณ Buoyancy เกาะเต่า ได้เปิดตัวในเดือนเมษายน 2569 ที่ผ่านมา โดยมีการจัดวางประติมากรรมสัตว์ทะเลหายาก จำนวน 9 ชิ้น Coral Ball 4 ชิ้น และปะการังทรงโดมอีก 80 ชิ้น รวมพื้นที่จัดวางทั้งสิ้น 10,000 ตารางเมตร จากนั้นจะทำการสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อเก็บเป็น Baseline ต่อไป
