กรอบแนวคิดและเป้าหมายระยะยาวด้านความยั่งยืน
เส้นทางด้านความยั่งยืน
ปตท.สผ. มีแนวคิดการเป็นองค์กรแห่งความยั่งยืนมาตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทฯ ในปี 2528 โดยเริ่มมุ่งสู่การเป็น “องค์กรสีเขียว” ที่เน้นการดูแลและบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ต่อมาบริษัทฯ ได้เริ่มนำแนวคิดด้านความยั่งยืนที่มีองค์ประกอบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และหลักธรรมาภิบาลมาปรับใช้ จนในปี 2554 ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกข้อตกลงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Global Compact - UNGC) เพื่อแสดงความมุ่งมั่นที่จะยึดถือปฏิบัติตามหลักการ 10 ประการของ UNGC ใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ สิทธิมนุษยชน แรงงาน สิ่งแวดล้อม และการต่อต้านคอร์รัปชัน โดย ปตท.สผ. เข้าร่วมรายงานความก้าวหน้าการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ (Communication on Progress) ต่อ UNGC เป็นประจำทุกปีตั้งแต่ปี 2555 มาจนถึงปัจจุบัน
องค์กรสีเขียว
- เน้นการดูแลและบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม
- เข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Thailand Business Council for Sustainable Development – TBCSD) ตั้งแต่ปี 2536
แนวคิด ESG
- นําแนวคิดด้าน ESG มาปรับใช้ในองค์กร
- เข้าร่วมเป็นสมาชิกข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ (United Nations Global Compact – UNGC) ตั้งแต่ปี 2554
Outside In
- รายงานผลการดําเนินงานด้านความยั่งยืนตามมาตรฐานการรายงาน Global Reporting Initiative Standards (GRI Standards) และกรอบการรายงานความยั่งยืนสำหรับอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ ของสมาคมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของอุตสาหกรรมปิโตรเลียมนานาชาติ (IPIECA)
- นำเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN SDGs) และ SASB Materiality MapTM ของ Sustainability Accounting Standards Board (SASB) ในอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ มาเป็นปัจจัยเบื้องต้นในการประเมินประเด็นสำคัญ เพื่อพัฒนากรอบแนวคิดและกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน
- นําเกณฑ์การประเมินด้านความยั่งยืนระดับสากลมาปรับใช้ เช่น S&P Global, MSCI, Moody’s, Sustainalytics, FTSE4Good เป็นต้น
Inside Out
- จัดทํากรอบแนวคิดและกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน
- เปลี่ยนวิสัยทัศน์เป็น Energy Partner of Choice
- ประกาศ PTTEP Sustainability Statement เพื่อแสดงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ที่จะดําเนินการไปสู่ความยั่งยืน
Best Practice
- เริ่มรายงานผลการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยอ้างอิงกรอบการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ (TCFD)
- เริ่มศึกษาและเตรียมความพร้อมเพื่อการรายงาน โดยอ้างอิงมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนของ IFRS (IFRS Sustainability Disclosure Standards)
- เริ่มรายงานผลการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ โดยอ้างอิงกรอบการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ (TNFD)
ปตท.สผ. รายงานผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนตามมาตรฐานการรายงาน Global Reporting Initiative Standards (GRI Standards) และกรอบการรายงานความยั่งยืนสำหรับอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ ของสมาคมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของอุตสาหกรรมปิโตรเลียมนานาชาติ (IPIECA) รวมถึงอ้างอิงกรอบการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ (TCFD) และกรอบการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ (TNFD) โดยอยู่ระหว่างศึกษาและเตรียมความพร้อมเพื่อการรายงานตามมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนของ IFRS (IFRS Sustainability Disclosure Standards) ตลอดจนนำเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN SDGs) และ SASB Materiality MapTM ของ Sustainability Accounting Standards Board (SASB) ในอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ มาเป็นปัจจัยเบื้องต้นในการประเมินประเด็นสำคัญ เพื่อพัฒนากรอบแนวคิดและกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน และนำเกณฑ์การประเมินด้านความยั่งยืนในระดับสากลต่าง ๆ เช่น กลุ่มดัชนีความยั่งยืน S&P Global, MSCI, Moody’s, Sustainalytics, FTSE4Good เป็นต้น มาเป็นแนวทางในการดำเนินงานด้านความยั่งยืนอีกด้วย
ในปี 2562 ปตท.สผ. จัดทำกรอบแนวคิดด้านความยั่งยืนพร้อมทั้งกำหนดเป้าหมายระยะยาว (ปี 2573) ที่สอดคล้องกับกลยุทธ์หลักไว้อย่างชัดเจน เพื่อสร้างความยั่งยืนจากภายในองค์กรผ่านการดำเนินงานที่ดีบนรากฐานที่แข็งแกร่ง และส่งมอบคุณค่า สร้างความยั่งยืนให้แก่สังคมโดยรวมได้ในที่สุด (From We to World)
ในปี 2563 คณะกรรมการบริษัทมีบทบาทสำคัญในการผลักดันด้านความยั่งยืนขององค์กรเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยได้กำหนดเจตนารมณ์ด้านความยั่งยืน (Sustainability Statement) เพื่อใช้สื่อสารให้พนักงานทุกคนรวมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของบริษัทฯ มีความเข้าใจที่ตรงกันในแนวทางด้านความยั่งยืนขององค์กร นอกจากนี้ ปตท.สผ. ยังมีคณะกรรมการบรรษัทภิบาลและความยั่งยืน ซึ่งมีขอบเขตความรับผิดชอบ ได้แก่ การกำหนดนโยบาย เป้าหมาย และแผนงานการดำเนินงานด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดีและจริยธรรมธุรกิจและด้านความยั่งยืนของบริษัท ส่งเสริมการดำเนินงานในด้านความยั่งยืนในภาพรวม พร้อมทั้งติดตาม ประเมินผล และเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนของบริษัทต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยมีการประชุมเพื่อติดตามการดำเนินงานอย่างน้อยปีละ 4 ครั้ง
เจตนารมณ์ด้านความยั่งยืนของ ปตท.สผ.
ความยั่งยืนของ ปตท.สผ. หมายถึง การเป็นองค์กรที่ดําเนินงานอย่างมีความรับผิดชอบ สามารถรับมือต่อความท้าทายต่าง ๆ เพื่อก้าวสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนต่อองค์กรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย พร้อมมุ่งมั่นในการบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ในปี 2593 โดยขับเคลื่อนผ่านกรอบแนวคิดด้านความยั่งยืน ซึ่งมี 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ การพัฒนาสู่องค์กรแห่งความเป็นเลิศ (High Performance Organization – HPO) การกํากับดูแลกิจการที่ดี การบริหารความเสี่ยง และการกํากับการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ (Governance, Risk Management and Compliance – GRC) และการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืน (Sustainable Value Creation – SVC)
ปตท.สผ. มีเป้าหมายในการสร้างการเติบโตผ่านธุรกิจก๊าซธรรมชาติและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง รวมถึงขยายการลงทุนที่นอกเหนือจากการสํารวจและผลิตปิโตรเลียม โดยเน้นในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก และพลังงานแห่งอนาคต นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจอย่างต่อเนื่องผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างความแข็งแกร่งในการดําเนินงาน มุ่งสู่การเป็นองค์กรต้นแบบด้านการกํากับดูแลกิจการที่ดี การบริหารความเสี่ยง และการกํากับการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ รวมถึง การเป็นองค์กรที่ปราศจากอุบัติเหตุ บริษัทฯ ให้ความสําคัญต่อการขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อความยั่งยืนควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม
อนุมัติโดยคณะกรรมการ ปตท.สผ. วันที่ 19 สิงหาคม 2565
กรอบแนวคิดและเป้าหมายระยะยาวด้านความยั่งยืน

กรอบแนวคิดด้านความยั่งยืน
ปตท.สผ. เชื่อมั่นว่าการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนเกิดจากการสร้างสมดุลที่เหมาะสม หรือ "Right Balance" ระหว่างธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จึงพัฒนา "กรอบแนวคิดด้านความยั่งยืน" เพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงาน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้ ปตท.สผ. สามารถดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยบริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการสร้างความยั่งยืนจากภายในผ่านการดำเนินงานที่ดี บนรากฐานธุรกิจที่แข็งแกร่ง เพื่อส่งมอบคุณค่าในระยะยาวให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม พร้อมทั้งสร้างความยั่งยืนให้สังคมในองค์รวม หรือ From We to World ตามวิสัยทัศน์การเป็น "Energy Partner of Choice" ขององค์กร ซึ่งกรอบแนวคิดด้านความยั่งยืนนี้ประกอบด้วย การมุ่งสู่องค์กรแห่งความเป็นเลิศ (High Performance Organization หรือ HPO) การกำกับดูแลกิจการที่ดี การบริหารความเสี่ยงและการกำกับการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ (Governance, Risk Management and Compliance หรือ GRC) และการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืน (Sustainable Value Creation หรือ SVC) โดยกรอบแนวคิดด้านความยั่งยืนนี้ยังสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (UN Sustainable Development Goals – UN SDGs) ทั้ง 17 เป้าหมาย โดยมีเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนจำนวนทั้งสิ้น 9 เป้าหมายที่สอดคล้องกับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจและเป้าหมายระยะยาวของบริษัทฯ ได้แก่ เป้าหมายที่ 3, 7, 8, 9, 12, 13, 14, 15 และ 16

มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพขององค์กรเพื่อให้มีการพัฒนาผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีและนวัตกรรม การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และพลังงานในอนาคต
มุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส และมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างเสถียรภาพและความยั่งยืนให้กับองค์กร โดยยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลการกำกับดูแลให้มีการบริหารความเสี่ยงและการควบคุมภายในอย่างเหมาะสม ตลอดจนปฏิบัติตามกฎหมายและกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด
มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจโดยให้ความสำคัญในการสร้างคุณค่าในระยะยาวแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผ่านการเป็นองค์กรที่ยั่งยืน ดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม และพัฒนาชุมชนและสังคม
กระบวนการประเมินประเด็นสำคัญของ ปตท.สผ.
ปตท.สผ. ได้ประเมินและทบทวนประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนของบริษัทฯ ครอบคลุมด้าน ESG ตามหลักการประเมินประเด็นสำคัญแบบ Double Materiality ได้แก่ ระดับความสำคัญเชิงผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับการเงิน ทั้งความเสี่ยงและโอกาสในบริบทด้านความยั่งยืนที่มีต่อบริษัทฯ และระดับความสำคัญเชิงผลกระทบของการดำเนินธุรกิจที่มีต่อสิ่งแวดล้อม สังคม (รวมถึงผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน) และการกำกับกิจการและเศรษฐกิจ ภายใต้กรอบการรายงาน Global Reporting Initiative Standards (GRI Standards) ผ่านมุมมองของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 8 กลุ่มหลัก ประกอบด้วย (1) หน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานกำกับดูแล (2) คู่ค้า (3) ลูกค้า (4) พนักงานและกรรมการบริษัท (5) ผู้ถือหุ้นและสถาบันการเงิน (6) พันธมิตรและผู้ร่วมลงทุนทางธุรกิจ (7) ชุมชนและสังคม (8) สื่อมวลชน โดยประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนต่างถูกรวบรวมจากแนวโน้มและทิศทางด้านความยั่งยืน ทั้งในระดับประเทศและระดับสากลที่สอดคล้องกับเป้าหมายด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ รวมถึง SASB Materiality MapTM ของ Sustainability Accounting Standards Board (SASB) สำหรับอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งผลการประเมินประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของข้อมูลสำคัญในการพัฒนาและปรับปรุงกลยุทธ์องค์กร รวมถึงบูรณาการเข้าสู่กระบวนการบริหารความเสี่ยงองค์กร เพื่อให้ ปตท.สผ. สามารถบริหารจัดการและรับมือกับความเสี่ยงที่เป็นประเด็นสำคัญต่อความยั่งยืนขององค์กรได้อย่างทันท่วงที โดยมีขั้นตอนการดำเนินงานดังนี้
- 1 การระบุประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืน
- คัดเลือกประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนเบื้องต้น โดยพิจารณาจากบริบทภายนอกให้ครอบคลุมมิติ ESG เช่น แนวโน้มในระดับสากล และการดำเนินธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน ควบคู่กับการทบทวนบริบทภายในขององค์กรตลอดห่วงโซ่คุณค่า ครอบคลุมกิจกรรมทางธุรกิจ ความสัมพันธ์ทางธุรกิจ บริบทด้านความยั่งยืน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม เพื่อระบุประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ
- 2 การระบุผลกระทบที่เกิดขึ้นหรืออาจเกิดขึ้น
- ระบุผลกระทบของประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นจริงและที่มีโอกาสเกิดขึ้น ทั้งเชิงบวกและเชิงลบ ในระยะสั้นและระยะยาว ครอบคลุมทุกกิจกรรมการดำเนินธุรกิจของ ปตท.สผ. ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ในขอบเขตผลกระทบของธุรกิจที่มีต่อสิ่งแวดล้อม สังคม (รวมถึงสิทธิมนุษยชน) และการกำกับกิจการและเศรษฐกิจ โดยการระบุผลกระทบได้ดำเนินการผ่านการสัมภาษณ์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง และการรวบรวมความคิดเห็นผ่านแบบสำรวจออนไลน์ เพื่อรับฟังและรวบรวมมุมมองเกี่ยวกับผลกระทบของบริษัทฯ ในแต่ละประเด็นสำคัญจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
- 3 การประเมินผลกระทบที่มีนัยสำคัญ
การประเมินอ้างอิงตามหลักการ Double Materiality โดย
- วิเคราะห์ผลกระทบทั้งในมิติความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับบริบทด้านความยั่งยืนที่มีต่อบริษัทฯ
- ประเมินและกำหนดผลกระทบที่มีนัยสำคัญที่ได้จากการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยพิจารณา 2 มิติ ได้แก่ (1) ความรุนแรง (ขนาด ขอบเขต และความสามารถในการรับมือ) และ (2) ความเป็นไปได้ของการเกิดผลกระทบเหล่านั้น
- 4 การจัดลำดับความสำคัญของผลกระทบที่มีนัยสำคัญ
- นำผลการประเมินผลกระทบจากประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนแต่ละประเด็น มาจัดลำดับความสำคัญ โดยพิจารณาทั้งความสำคัญเชิงผลกระทบของธุรกิจที่มีต่อสิ่งแวดล้อม สังคม (รวมถึงสิทธิมนุษยชน) และการกำกับกิจการและเศรษฐกิจ รวมถึงความสำคัญเชิงผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับการเงิน ทั้งในมิติความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องในบริบทด้านความยั่งยืนที่มีต่อบริษัทฯ
- ทวนสอบประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนเทียบกับความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญภายนอก โดยทบทวนประเด็นสำคัญครอบคลุมมิติ ESG จากนั้นนำคะแนนผลกระทบที่ได้จากการทวนสอบของผู้เชี่ยวชาญรวมเข้ากับคะแนนผลกระทบที่ได้จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
- นำเสนอประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนต่อคณะกรรมการจัดการ (Management Committee) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ และต่อคณะกรรมการบรรษัทภิบาลและความยั่งยืน (Corporate Governance and Sustainability Committee) เพื่อรับทราบประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนของบริษัทฯ
- ผนวกประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาและปรับปรุงกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนขององค์กร
- รวบรวมข้อมูลผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนในทุกประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืน และเปิดเผยผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ต่อสาธารณชนผ่านหลากหลายช่องทาง เพื่อสื่อสารและตอบสนองต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแต่ละกลุ่มอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งรวบรวมความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาพิจารณาปรับปรุงการดำเนินงานให้ดียิ่งขึ้น
ประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนประจำปี 2568

รายละเอียดเป้าหมายและภาพรวมผลการดำเนินงานตามประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนประจำปี แสดงในเว็บไซต์ของ ปตท.สผ. ภายใต้หัวข้อย่อย “ภาพรวมผลการดำเนินงานตามประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืน”
กลยุทธ์ขององค์กรและเป้าหมายระยะยาวด้านความยั่งยืน
ปตท.สผ. มุ่งมั่นสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนจากภายในสู่ภายนอก (From We to World) และสนับสนุนเป้าหมายด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ร่วมกันของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย พร้อมกำหนดกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และการปรับตัวทางธุรกิจเพื่อรับมือกับวิกฤตและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ควบคู่ไปกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับกรอบแนวคิดด้านความยั่งยืนทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ HPO, GRC และ SVC ซึ่ง ปตท.สผ. ได้กำหนดกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนและเป้าหมายระยะยาวให้ครอบคลุมเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่บริษัทฯ มุ่งเน้น ดังนี้้
กลยุทธ์ด้านความยั่งยืนภายใต้ HPO
การขับเคลื่อนและเพิ่มมูลค่าธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม
สร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศไทยควบคู่ไปกับการเติบโตในต่างประเทศ เพื่อความยั่งยืนในระยะยาว
- เพิ่มกำลังการผลิตจาก 3 แหล่งก๊าซธรรมชาติหลัก
- ควบคุมต้นทุนให้อยู่ในระดับที่แข่งขันได้
- ขยายการเติบโตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตะวันออกกลาง
การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ดำเนินการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างสมดุล เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
- เร่งพัฒนาโครงการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage หรือ CCS)
- บริหารจัดการ E&P Portfolio และดำเนินงานลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามแผนงาน
- จัดทำแผนสำรองในการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ผ่านการชดเชยด้วยคาร์บอนเครดิต
การเติบโตในธุรกิจใหม่
ผลักดันการลงทุนธุรกิจใหม่ในต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการเตรียมความพร้อมสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในประเทศไทย
- ลงทุนในธุรกิจคาร์บอนต่ำ (CCS as a Service พลังงานลมนอกชายฝั่ง และไฮโดรเจน)
- ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในประเทศไทย
- สร้าง Portfolio ที่มั่นคง เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในอนาคต
กลยุทธ์ด้านความยั่งยืนภายใต้ GRC
การกำกับดูแลอย่างมีประสิทธิภาพ
เพิ่มประสิทธิภาพการบูรณาการ GRC เข้ากับกระบวนการทางธุรกิจ โดยขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล
- ยกระดับกระบวนการ GRC ผ่านรูปแบบการดำเนินงาน GRC
- บูรณาการ GRC ผ่านการจัดการข้อมูลพื้นฐานและการเชื่อมโยงทั่วทั้ง ปตท.สผ.
การสร้างจิตสำนึกในการปฏิบัติงานตามหลัก GRC
ปลูกฝังแนวคิด GRC ให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียนำไปปฏิบัติเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานประจำวันและการตัดสินใจที่สำคัญ
- สร้างวัฒนธรรม GRC ทั่วทั้งองค์กร โดยมุ่งเน้นการต่อต้านการทุจริตและวัฒนธรรมการบริหารความเสี่ยง
- ขยายแนวทางการดำเนินงานตามหลัก GRC ไปยังผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลัก เช่น ผู้รับเหมาและคู่ค้า
กลยุทธ์ด้านความยั่งยืนภายใต้ SVC
การบริหารจัดการผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ยกระดับการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อการบริหารความเสี่ยงและการสร้างโอกาส
- สร้างความเชื่อมั่น ความเข้าใจ และความมั่นใจให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
- บูรณาการเครือข่าย และขยายความร่วมมืออย่างมีประสิทธิภาพ
- สร้างความมุ่งมั่น และยกระดับการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายองค์กร
การปรับใช้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม
เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้เหลือน้อยที่สุด
- ปรับเปลี่ยนวิธีการบริหารจัดการของเสียให้มีมาตรฐานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- เพิ่มมูลค่าของทรัพยากรที่มีอยู่ให้นำกลับมาใช้ใหม่ได้นานที่สุด
ทะเลเพื่อชีวิต
ปกป้องระบบนิเวศทางทะเลและสร้างคุณค่าทางสังคมในระยะยาว
- สำรวจและผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
- ตรวจวัดสุขภาพของมหาสมุทรและศึกษาพัฒนาบลูคาร์บอน
- ปกป้องระบบนิเวศทางทะเล
โครงการเพื่อสังคม
สร้างความไว้วางใจของชุมชนและเสริมสร้างความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
- ส่งเสริมการจัดการธรรมชาติเพื่อลดคาร์บอนและสนับสนุนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
- ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนและสร้างคุณค่าทางสังคมในระยะยาวผ่านโครงการเพื่อสังคมต่าง ๆ
เป้าหมายระยะยาวด้านความยั่งยืน (ESG) และ SDGs ที่มุ่งเน้น
- สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในพื้นที่เป้าหมายทางธุรกิจ
- รักษาอัตราส่วนของปริมาณสํารองปิโตรเลียมที่พิสูจน์แล้วต่ออัตราการผลิต (R/P) ไม่น้อยกว่า 5 ปี
- รักษาต้นทุนต่อหน่วย (Unit Cost) ให้อยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้กับธุรกิจสํารวจและผลิตปิโตรเลียม
- จัดสรรงบประมาณรายจ่ายลงทุนในธุรกิจใหม่เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานร้อยละ 10 จองงบลงทุนรวมในปี 2567–2573
- บรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ในปี 2593 ครอบคลุม Scope 1 และ Scope 2 ในธุรกิจ E&P ที่ ปตท.สผ. เป็นผู้ดําเนินการ
- ลดปริมาณความเข้มของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ภายในปี 2573 และร้อยละ 50 ภายในปี 2583 (จากปีฐาน 2563)
- ลดปริมาณความเข้มของการปล่อยก๊าซมีเทนให้ได้เหลือน้อยกว่าร้อยละ 0.2 ภายในปี 2573*
- นําโครงสร้างหลักของธุรกิจสํารวจและผลิตปิโตรเลียมมาใช้ใหม่ให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 โดยยังคงสภาพการทํางานที่เหมาะสม ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ ภายใน ปี 2573
- ปราศจากของเสียที่ก่าจัดโดยวิธีฝังกลบภายใน ปี 2573
- สร้างผลกระทบสุทธิเชิงบวกสำหรับโครงการสํารวจและผลิตปิโตรเลียมใหม่ ในพื้นที่ความเสี่ยงสูงด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป
- ไม่ดำเนินงานในพื้นที่มรดกโลกตามเกณฑ์ขององค์การยูเนสโก (UNESCO)
- ปราศจากผลกระทบต่อพื้นที่ป่าไม้สุทธิสำหรับโครงการสํารวจและผลิตปิโตรเลียมใหม่ที่บริษัทฯ เป็นผู้ดำเนินการ ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป
- ปลูก ฟื้นฟู ดูแลและบำรุงรักษาผืนป่าจำนวน 200,000 ไร่ ภายในปี 2573
- เพิ่มคุณค่าของบริการระบบนิเวศจากโครงการเพื่อสังคม มากกว่า 2 เท่า ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับระดับปี 2567
- ปราศจากการหกรั่วไหลของน้ำมันและสารเคมี
- เพิ่มจำนวนเครือข่ายอนุรักษ์มากกว่า 22,000 ราย ภายในปี 2573
- บรรลุสถิติอุบัติเหตุเป็นศูนย์ (Target Zero)
- เพิ่มระดับการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อองค์กรอยู่ที่ 2 ระดับสูงสุด (ระดับการสนับสนุนและระดับการเป็นตัวแทน) ตามความเหมาะสมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในแต่ละกลุ่ม
- ส่งมอบคุณค่าทางสังคมให้แก่ผู้รับประโยชน์มากกว่า 1,300,000 ราย ภายในปี 2573
- เพิ่มรายได้ของชุมชนกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการของ ปตท.สผ. ให้ได้ร้อยละ 50 เทียบกับก่อน ปตท.สผ. เข้าดำเนินโครงการ
- สร้างการปฏิบัติที่เข้มแข็งจากภายในองค์กร โดยมุ่งมั่นในการเป็นองค์กรที่ปลอดการทุจริตและคอร์รัปชันทุกรูปแบบ และมีการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้องครบถ้วน
- สามารถระบุความเสี่ยงที่สำคัญ เพื่อกำหนดมาตรการจัดการความเสี่ยงล่วงหน้าก่อนที่จะกลายเป็นปัญหาได้อย่างครบถ้วนเหมาะสม
- มีการปรับปรุงมาตรการการควบคุมภายในตามที่ได้รับการประเมินอย่างครบถ้วน
- ยกระดับ GRC Maturity Level ให้เป็นระดับ 4+ (การจัดการแบบบูรณาการและนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการดำเนินงาน)
SDGs ที่สนับสนุน
*เป็นไปตามหลักการการคำนวนของ Oil & Gas Methane Partnership 2.0 (OGMP 2.0)
การพัฒนาความร่วมมือและเครือข่ายเพื่อความยั่งยืน

เครือข่ายความร่วมมือนับเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน รวมถึงการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต ปตท.สผ. จึงให้ความสำคัญในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในด้านธุรกิจควบคู่กับการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในด้านการพัฒนาชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินงานตามกรอบแนวคิดและกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนขององค์กร ตลอดจนสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งในระดับประเทศและองค์การสหประชาชาติ สอดรับกับวิสัยทัศน์องค์กร "Energy Partner of Choice"
การพัฒนามาตรฐานองค์กรสู่ระดับสากล
ปตท.สผ. มีส่วนร่วมกับองค์กรและสมาคมที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยในฐานะกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมน้ำมัน บริษัทมุ่งเน้นการสนับสนุนองค์กรที่มีวัตถุประสงค์ในสองประเด็นสำคัญ ได้แก่ (1) พัฒนาและส่งเสริมการสร้างแนวปฏิบัติที่ดีในอุตสาหกรรมน้ำและก๊าซเพื่อความเป็นเลิศด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในมาตรฐานระดับโลก (2) สนับสนุนธุรกิจและประเทศในการปรับสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนด้วยการดำเนินงานอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมและดำรงอยู่ในธรรมาภิบาล โดยในระหว่างปี 2565 – 2568 บริษัทมีการสนับสนุนเงินสมทบให้แก่สมาคมทางการค้าและกลุ่มที่ได้รับการยกเว้นภาษี 10 กลุ่ม ได้แก่
เครือข่ายส่งเสริมการสร้างแนวปฏิบัติที่ดีในอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซระดับโลก
- สมาคมผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซนานาชาติ (IOGP)
- สมาคมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของอุตสาหกรรมปิโตรเลียมนานาชาติ (IPIECA) ที่มุ่งเน้นการยกระดับผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมในยุคการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
- สถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งประเทศไทย (PEIT)
- สมาคมปิโตรเลียมอินโดนีเซีย (IPA)
- Oil Spill Response Limited (OSRL)
- สมาคมอนุรักษ์สภาพแวดล้อมของ กลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมัน (IESG)
ความร่วมมือและพันธมิตรเพื่อการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน
- สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทยเพื่อสนับสนุนข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ (UNGC)
- องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD)
- หอการค้าระหว่างประเทศมาเลเซีย
- สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD)
ทั้งนี้ ปตท.สผ. ยึดหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีและจริยธรรมธุรกิจของ ปตท.สผ. เป็นแนวทางในการตัดสินใจและปฏิบัติหน้าที่ทั้งในการดำเนินธุรกิจและการสนับสนุนความร่วมมือกับองค์กรต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยในกิจกรรมการสนับสนุนต่อภาคส่วนต่าง ๆ ปตท.สผ. ไม่มีกิจกรรมการสนับสนุนเพื่อชี้นำทางการเมืองหรือองค์กรใด ๆ (Lobby) ไม่ให้การสนับสนุนทางการเงินหรือทรัพยากรใด ๆ ของบริษัทแก่พรรคการเมืองหรือองค์กรหรือบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องทางการเมือง บริษัทได้เปิดเผยข้อมูลจำนวนเงินที่สนับสนุน ดังแสดงใน ข้อมูลผลการดำเนินงานด้านธุรกิจ
นอกจากนี้ ตั้งแต่ปี 2562 ปตท.สผ. เข้าร่วมเป็นสมาชิกเครือข่ายเพื่อความยั่งยืนแห่งประเทศไทย (Thailand Responsible Business Network: TRBN) โดย TRBN เป็นสมาคมที่ไม่แสวงหาผลกำไรที่มีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อเป็นเครือข่ายของธุรกิจที่มีความมุ่งมั่นร่วมกันในการขับเคลื่อนประเทศ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม สอดรับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) และยังเข้าร่วมเป็นสมาชิกชมรม ESG Network โดยสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทยอีกด้วย
การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้วยศักยภาพองค์กร
ปตท.สผ. เล็งเห็นถึงความสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะกับหน่วยงานของรัฐ โดยนำองค์ความรู้และโครงการริเริ่มของ ปตท.สผ. มาช่วยแก้ไขปัญหาระดับประเทศอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรมในด้านต่าง ๆ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นต้น ผ่านการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายกลุ่มในหลากหลายช่องทาง อาทิ
- การเป็นคณะอนุกรรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านการขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจกจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อการดักจับ การใช้ประโยชน์และการกักเก็บคาร์บอนของประเทศ ภายใต้คณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ
- การเป็นสมาชิกเครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย (TCNN) โดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เพื่อผลักดันการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคท้องถิ่น/ชุมชน
- บันทึกความเข้าใจเรื่องความร่วมมือในการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพกับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
- บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือโครงการปลูกป่า 2 ล้านไร่กับกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และกลุ่ม ปตท.
- บันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและสถาบันชั้นนำ ผ่านความร่วมมือในการสร้างเครือข่ายการวิจัยและพัฒนาจากองค์ความรู้ของแต่ละฝ่าย ผ่านกลไกการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือหรือบันทึกความเข้าใจ ได้แก่
- บันทึกข้อตกลงความร่วมมือการเสริมสร้างความยั่งยืนของมหาสมุทรกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
- บันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลวิทยาศาสตร์ทางทะเลกับสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน)
- บันทึกข้อตกลงความร่วมมือการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติผ่านกลไกการมีส่วนร่วมกับชุมชนและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์
นอกจากนั้น ปตท.สผ. ยังมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมในกระบวนการรับฟังความคิดเห็นอย่างต่อเนื่องในร่างข้อกำหนดและกฎหมายที่สำคัญต่าง ๆ ในระดับประเทศ เช่น ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ร่างพระราชบัญญัติการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในเชิงพื้นที่และชนิดพันธุ์ รวมถึงมาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (Thailand Taxonomy) ของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งมาตรฐานการจัดกลุ่มทางเศรษฐกิจฉบับปัจจุบันยังไม่ครอบคลุมกิจกรรมการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม โดยบริษัทจะติดตามความก้าวหน้าของร่างการจัดกลุ่มทางเศรษฐกิจดังกล่าวอย่างใกล้ชิด รวมถึงหามาตรการและแนวทางที่เหมาะสมในการบริหารจัดการต่อไป

