การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน
ความสำคัญและพันธกิจ
ในธุรกิจอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ต้องดำเนินการในพื้นที่ที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสภาพภูมิประเทศหรือสภาพอากาศแบบใด ปัจจัยความสำเร็จอย่างหนึ่งคือการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อน ทั้งในด้านการจัดหาวัตถุดิบและบริการ การจัดเก็บวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ รวมถึงการขนส่งวัสดุ อุปกรณ์และบุคลากรไปยังสถานที่ปฏิบัติงานให้ทันเวลาที่กำหนดไว้ พร้อมทั้งสนับสนุนเป้าหมาย EP Net Zero 2050 ของบริษัท
การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานไม่เพียงแต่จะช่วยป้องกันผลกระทบต่อธุรกิจและชื่อเสียงขององค์กร แต่ยังเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ความโปร่งใส ตลอดจนสร้างคุณค่าร่วมกันระหว่าง ปตท.สผ. กับคู่ค้า โดยการดำเนินงานภายใต้หลักการ คุ้มค่า โปร่งใส มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และตรวจสอบได้ ครอบคลุมตั้งแต่การคัดเลือกคู่ค้า การตรวจสอบการบริหารจัดการความเสี่ยงของคู่ค้าด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี (ESG risks) ตลอดจนการสานสัมพันธ์และเสริมสร้างศักยภาพของคู่ค้า โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้
เป้าหมายสำคัญ

การเป็นองค์กรที่ปราศจากอุบัติเหตุ
ปตท.สผ. มีความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการด้านความปลอดภัย ความมั่นคง อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม (SSHE) ให้บรรลุเป้าหมายการเป็นองค์กรที่ปราศจากอุบัติเหตุ ซึ่งครอบคลุมการเกิดอุบัติเหตุรุนแรง (Major Accident Event), การรั่วไหลของน้ำมันและสารเคมี (Oil and Chemical Spillage), การเกิดอุบัติเหตุจากการขนส่ง (Motor Vehicle Incident), การเกิดอุบัติเหตุในการเดินเรือ (Marine Vessel Incident) และการเกิดอุบัติเหตุที่มีการบาดเจ็บจากการทำงานทั้งหมด (Total Recordable Injury) จนถึงอุบัติเหตุที่มีการบาดเจ็บถึงขั้นหยุดงาน (Lost Time Injury) ทั้งนี้บริษัทมุ่งหวังให้ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บและทุกคนกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย โดยสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก นโยบาย SSHE
การจัดการห่วงโซ่อุปทานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ปตท.สผ. ดำเนินกิจกรรมการจัดการห่วงโซ่อุปทานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2562 โดยจัดซื้อจัดหาสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และพัฒนาระบบขนส่งให้มีการใช้เชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดพลังงาน เพื่อลดการเกิดก๊าซเรือนกระจกจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงซึ่งส่งผลต่อภาวะโลกร้อน
การจัดหาสินค้าและบริการระดับท้องถิ่น
ปตท.สผ. สนับสนุนธุรกิจในท้องถิ่นและสนับสนุนให้มีการจัดหาซสินค้าและบริการในพื้นที่ปฏิบัติการ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ การจ้างงานและสร้างรายได้ในระดับท้องถิ่น เพื่อนำไปสู่การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและได้รับการยอมรับจากประเทศที่ ปตท.สผ. เข้าไปดำเนินธุรกิจ นอกจากนี้ บริษัทยังสนับสนุนให้คู่ค้าดำเนินงานอย่างมีความรับผิดชอบและสนับสนุนการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการในท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง
การบริหารจัดการคู่ค้าและแนวทางการปฏิบัติอย่างยั่งยืนของคู่ค้า
ปตท.สผ. จัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและเป็นธรรมตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีของบริษัท โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนข้อกำหนดและเงื่อนไขของสัญญา ราคา คุณภาพ การจัดส่ง และด้านความปลอดภัย ความมั่นคง อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม (SSHE) ซึ่งรวมถึงการกำหนดให้ผู้รับเหมาต้องปฏิบัติตามหลักการทั้งหมดที่เกี่ยวข้องและให้ความสำคัญกับการรับผิดชอบต่อสังคม
บริษัทเชื่อว่าการดำเนินธุรกิจภายใต้การกำกับดูแลกิจการที่ดีและจริยธรรมธุรกิจเป็นเรื่องสำคัญ และเน้นถึงความสำคัญต่อสิทธิของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภายในและภายนอกผ่านนโยบายของบริษัทและกิจกรรมในห่วงโซ่อุปทาน เช่น การเข้าร่วมโครงการข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact - IP) เพื่อเสริมสร้างนโยบายต่อต้านการทุจริตให้เป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้าง (พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้าง) และกฎหมายต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ และได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC)
การบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ
นโยบายบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานเน้นการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่มีคุณภาพอย่างคุ้มค่าที่สุดในเวลาที่เหมาะสมสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ หลักจริยธรรม นโยบายของบริษัท รวมทั้งกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ปตท.สผ. ได้นำระบบดิจิทัลมาใช้ในการจัดหามากขึ้น ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดหาได้มากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ปตท.สผ. จัดหาบริการหรือผลิตภัณฑ์บางรายการผ่านโครงการจัดซื้อจัดจ้างแบบบูรณาการของกลุ่ม ปตท. เพื่อเพิ่มการใช้ประโยชน์และความร่วมมือในห่วงโซ่อุปทานปิโตรเลียม เช่น อุปกรณ์ Air Filter for Gas Turbine, อะไหล่สำรอง Filter, อุปกรณ์ Turbine Compressor Maintenance, และกรมธรรม์ประกันชีวิตของพนักงานในกลุ่มบริษัท ปตท. เป็นต้น
แนวทางการบริหารจัดการ
ปตท.สผ. ยึดถือนโยบายการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน โดยมุ่งเน้นให้มีการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงทั้งในด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม และการกำกับดูแลคู่ค้าที่อาจส่งผลกระทบต่อความไว้วางใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการดำเนินงานของ ปตท.สผ. ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจได้ รวมถึงเพื่อสนับสนุนการจัดหาสินค้าและบริการระดับท้องถิ่น เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจและรายได้ให้กับชุมชนในพื้นที่ที่ ปตท.สผ. ดำเนินการ

การกำกับดูแล
การกำกับดูแลห่วงโซ่อุปทานของ ปตท.สผ. ถูกออกแบบมาเพื่อให้มั่นใจถึงการจัดการห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพ สอดคล้องตามข้อบังคับ และเป็นไปตามกลยุทธ์ของบริษัทฯ โดยสายงานการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Management Division) มีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลและการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ของห่วงโซ่อุปทานของบริษัทฯ โดยสายงานนี้อยู่ภายใต้กลุ่มงานสนับสนุนการดำเนินงาน (Operations Support Group) ซึ่งทำหน้าที่กำกับดูแลให้แน่ใจว่านโยบาย มาตรฐาน และระบบต่าง ๆ เป็นไปตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องและเป้าหมายของบริษัทฯ โดยสายงานการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานรายงานผ่านกลุ่มงานสนับสนุนการดำเนินงานไปยังประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) เพื่อให้มั่นใจว่ากิจกรรมทั้งหมดในห่วงโซ่อุปทานสอดคล้องกับวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ของผู้บริหารระดับสูง อีกทั้งยังมีการรายงานตรงต่อคณะกรรมการบริษัทผ่าน CEO ทำให้การดำเนินงานห่วงโซ่อุปทานเชื่อมโยงและสอดคล้องกับเป้าหมายที่สำคัญของบริษัทฯ นอกจากนี้ คณะกรรมการการกำกับดูแลกิจการและความยั่งยืน (Corporate Governance and Sustainability Committee - CGSC) ยังรับผิดชอบการกำกับดูแลกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน กรอบแนวคิด และประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืน รวมถึงการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน ทั้งนี้ ปตท.สผ. มีการดำเนินการด้านห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืนและแนวทางการดำเนินงานด้าน ESG เช่น การประเมินคู่ค้าตามเกณฑ์ ESG และการดำเนินงานด้าน ESG ของคู่ค้า ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ CGSC เช่นกัน (สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก กรอบแนวคิดและเป้าหมายระยะยาวด้านความยั่งยืน และ การกำกับดูแลด้านความยั่งยืนภายในองค์กร) โดยการกำหนดโครงสร้างการกำกับดูแลดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาประสิทธิภาพการดำเนินงานและการปฏิบัติตามกฎระเบียบระดับสากลของ ปตท.สผ.
การบริหารจัดการคู่ค้าและแนวทางการปฏิบัติอย่างยั่งยืนของคู่ค้า
ปตท.สผ. มีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการจัดการห่วงโซ่อุปทาน และผลักดันให้เกิดการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมผ่านทางการกำกับดูแลคู่ค้า บริษัทได้กำหนด แนวทางการปฏิบัติอย่างยั่งยืนของคู่ค้า (PTTEP Vendor Sustainable Code of Conduct) ซึ่งครอบคลุมกฎระเบียบ ข้อบังคับ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้คู่ค้าของ ปตท.สผ. มีความรู้ความเข้าใจในด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนและเพื่อให้มั่นใจว่ามีการดำเนินงานอย่างมีจริยธรรม การเคารพสิทธิมนุษยชน อาชีวอนามัยและความปลอดภัย และการจัดการสิ่งแวดล้อม
การจัดหาอย่างมีคุณภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้
ปตท.สผ. ให้ความสำคัญกับการจัดหาด้วยวิธีประมูล แนวปฏิบัตินี้ไม่เพียงแต่เปิดโอกาสให้คู่ค้าที่มีศักยภาพและมีความสามารถในการนำเสนอสินค้าและบริการของตน แต่ยังสามารถช่วยลดต้นทุนได้อีกด้วย การประมูลช่วยให้สามารถควบคุมและประเมินคู่ค้าตามมาตรฐานและเงื่อนไขที่กำหนดไว้ล่วงหน้า รวมถึงการปฏิบัติตามนโยบายของ ปตท.สผ. ในด้านการต่อต้านทุจริต และมาตรฐานด้านความปลอดภัย ความมั่นคง อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม (Safety, Security, Health and Environment – SSHE) (ข้อมูลการจัดหา แสดงใน ข้อมูลผลการดำเนินงานด้านการบริหารจัดห่วงโซ่อุปทาน )
ประเด็นสำคัญในกระบวนการจัดหาอย่างยั่งยืน
รูปแบบการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานกลุ่ม ปตท.สผ.
รูปแบบการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานของกลุ่ม ปตท.สผ. เป็นไปตามภาพด้านล่าง โดยแสดงถึงกิจกรรมหลักและบทบาทหน้าที่ ตลอดจนกระบวนการการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน เพื่อสนับสนุนกิจกรรมในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของ ปตท.สผ. อย่างครบวงจร

หลักการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน
หลักการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานของ ปตท.สผ. ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก ดังนี้
ระบบการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน
กลยุทธ์การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานการจัดหาและสัญญา
โลจิสติกส์
ฐานสนับสนุนการพัฒนาปิโตรเลียม
การคัดเลือกและการกำกับดูแลคู่ค้า
กลยุทธ์การจัดหาและการทำสัญญา
กรอบการทำงานและกลยุทธ์สำหรับการจัดหาและการทำสัญญา ดังรูปที่แสดงไว้ด้านล่างนี้ เป็นการกำหนดเป้าหมายระยะยาวในการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัท อีกทั้งยังเป็นกรอบในการวางแผนสำหรับการดำเนินงานและกิจกรรมต่าง ๆ ภายใต้หน่วยงานจัดหาและสัญญาที่จะนำไปสู่การบรรลุวัตถุประสงค์ได้อย่างยั่งยืน
ในการบูรณาการข้อพิจารณาด้าน ESG เข้ากับการจัดการห่วงโซ่อุปทาน ปตท.สผ. ได้รวมข้อกำหนดและเงื่อนไขสัญญาเพื่อระบุถึงจริยธรรมทางธุรกิจ ความปลอดภัย ความมั่นคง อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม โดยให้คู่ค้าดำเนินธุรกิจตามกฎหมายและข้อกำหนดของ ปตท.สผ. เกี่ยวกับระบบการจัดการความปลอดภัย ความมั่นคง อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม (SSHE MS) รวมถึงจรรยาบรรณธุรกิจของบริษัทฯ ที่สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติของคู่ค้า (Supplier Code of Conduct) เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นกับข้อกำหนด ESG ปตท.สผ. ยังได้กำหนดให้มีการประเมินคุณสมบัติเบื้องต้นของคู่ค้า ปตท.สผ. ครอบคลุมประเด็นด้าน ESG เพื่อคัดเลือกคู่ค้าที่เหมาะสม และให้ความสำคัญกับระดับการบังคับใช้และการมีส่วนร่วมของคู่ค้า โดยใช้ระบบการถ่วงน้ำหนัก (% Weight) ประเด็นด้าน ESG ในกระบวนการคัดเลือกเบื้องต้น
ปตท.สผ. จะคัดกรองและประเมินเบื้องต้นของคู่ค้าทุกรายที่จะเข้าร่วมการประกวดราคาและการประมูลที่มีมูลค่าสัญญาตั้งแต่ 1 ล้านดอลลาร์ สรอ. ขึ้นไป โดยแยกตามประเภทธุรกิจ โดยกระบวนการประเมินประกอบด้วยเกณฑ์ต่าง ๆ ดังนี้ 1. เกณฑ์ด้านเทคนิคและคุณภาพ 2. เกณฑ์ด้านความปลอดภัย ความมั่นคง อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม (SSHE) 3. เกณฑ์ด้านพาณิชย์ กฎหมาย และสังคม เพื่อให้มั่นใจว่าคู่ค้ามีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเข้าร่วมงานกับ ปตท.สผ. ทั้งนี้ หากผู้ขายไม่ผ่านเกณฑ์ใดเกณฑ์หนึ่งข้างต้น จะถือว่าไม่ผ่านกระบวนการประเมินคุณสมบัติเบื้องต้น ส่งผลให้คู่ค้าไม่ได้รับพิจารณาให้เข้าร่วมการทำสัญญา ทั้งนี้การประเมินตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นธรรม เสมอภาค และโปร่งใส เพื่อประโยชน์สูงสุดของ ปตท.สผ. โดยจะให้ความสำคัญกับคู่ค้าที่มีผลการดำเนินงานด้าน ESG ที่ดีกว่าในกระบวนการคัดเลือกและทำสัญญา
ทั้งนี้การดำเนินการตามโปรแกรม ESG ของคู่ค้าดังกล่าวอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของผู้บริหารระดับสูง โดยมีองค์ประกอบสำคัญดังนี้:
การประเมินความเสี่ยง
ระดับความเสี่ยงตามการบริหารจัดการกลุ่มสินค้าและบริการ
ปตท.สผ. ระบุกลุ่มผู้ค้าสำคัญโดยการวิเคราะห์และจัดลำดับความสำคัญของประเภทสินค้าและบริการ จากนั้นจึงเลือกผู้ค้าสำคัญจากประเภทสินค้าและบริการจากปริมาณการใช้จ่ายและความเสี่ยง (เช่น การจัดหาส่วนประกอบที่สำคัญ หรือ สินค้าและบริการที่มีคู่ค้าเพียงรายเดียว) โดย ปตท.สผ. ใช้ Supplier Positioning Model (SPM) เป็นเครื่องมือในการระบุและวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง “ความเสี่ยง” และ “ศักยภาพในการสร้างกำไร” ซึ่งสามารถอธิบายได้ดังนี้
“ความเสี่ยง” จากปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้
ก. ด้านความยั่งยืน (สิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี หรือ Environment, Social, Governance – ESG) และความเสี่ยงทางเทคนิคระหว่างการปฏิบัติงาน รวมถึงคู่ค้าที่เป็นผู้จัดหาสินค้าและบริการที่สำคัญ
ปตท.สผ. พิจารณาปัจจัยด้านความยั่งยืน ความเสี่ยงทางเทคนิคที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการดำเนินงาน ประกอบด้วยความเสี่ยงจากผลกระทบด้านความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และผลกระทบต่อชื่อเสียง นอกเหนือจากความเสี่ยงทางเทคนิค และยังมีความมั่นคงทางการเงิน รูปแบบสินค้าและบริการ ความซับซ้อนในการผลิตและการบริการ รวมถึงผลกระทบด้านกฎหมายและการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด โดยสัดส่วนของการพัฒนาอย่างยั่งยืนและความเสี่ยงทางเทคนิคคิดเป็นร้อยละ 34 ของความเสี่ยงรวมทั้งหมด
ข. ความเสี่ยงด้านการจัดหา หรือการไม่สามารถจัดหาสินค้าและบริการตามความต้องการได้
ปตท.สผ. พิจารณาความเสี่ยงในการจัดหาที่เกิดจากความเปราะบางของธุรกิจต่อความไม่แน่นอนของตลาด ในระหว่างกระบวนการจัดหา โดยมีเกณฑ์การพิจารณาประกอบด้วย ประสบการณ์ของบริษัทฯ เกี่ยวกับสินค้าและบริการ ประสิทธิภาพการจัดส่ง ระยะทางทางภูมิศาสตร์ จำนวนคู่ค้าที่มีศักยภาพ คู่ค้าที่ไม่สามารถทดแทนได้ และสภาวะตลาดของสินค้าและบริการนั้น ๆ โดยสัดส่วนของความเสี่ยงด้านการจัดหาคิดเป็นร้อยละ 66 ของความเสี่ยงรวมทั้งหมด
“ความเกี่ยวข้องทางธุรกิจและศักยภาพในการสร้างกำไร”
หมายถึงระดับของโอกาสที่กระบวนการจัดหาสามารถส่งเสริมความสามารถในการทำกำไรของบริษัท เช่น การใช้จ่ายประจำปีของบริษัทฯ (การใช้จ่ายในปริมาณสูง) และโอกาสในการทำรายได้ของคู่ค้า ความยืดหยุ่นของราคา และสภาวะตลาด
SPM แบ่งออกเป็น 4 หมวดหมู่ คือ Critical Bottleneck Leverage และ Routine โดยการจัดลำดับความสำคัญของคู่ค้าพิจารณาจากคู่ค้าที่มีศักยภาพในการสร้างกำไรสูง (มูลค่าการใช้บริการต่อปีสูงกว่า 1 ล้านดอลลาร์ สรอ.) และมีความเสี่ยงด้านเทคนิคและการจัดหาสูง โดยจะถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Critical Bottleneck Leverage และ Routine ของโมเดล SPM ในขณะที่คู่ค้าสำคัญที่มีความเสี่ยงในระดับสูงหรือสูงมากจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มคู่ค้าที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 1
การบริหารจัดการกลุ่มสินค้าและบริการ (Category Management) ยังเป็นพื้นฐานของการบริหารความสัมพันธ์กับคู่ค้าในแง่ของการจำแนกประเภทของคู่ค้า รวมถึงการปรับปรุงกระบวนการจัดหาให้สอดคล้องกับกลุ่มสินค้าและบริการได้ดียิ่งขึ้น (ข้อมูลตัวเลขมูลค่าการจัดซื้อรวมจากคู่ค้าทางตรงทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ แสดงใน ข้อมูลผลการดำเนินงานด้านการบริหารจัดห่วงโซ่อุปทาน)
การประเมินความเสี่ยงในการจัดการห่วงโซ่อุปทาน
การประเมินความเสี่ยงของคู่ค้า
คู่ค้าเป็นหนึ่งในผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักที่ช่วยผลักดันให้ธุรกิจดำเนินไปได้อย่างยั่งยืน ปตท.สผ. จึงมีการบริหารและประเมินความเสี่ยงของคู่ค้าเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดีของคู่ค้า ใน 5 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้
1.1
การตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้นของคู่ค้ารายใหม่ (New Vendor Pre-Qualification) ตามหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์และประเภทของธุรกิจ ขนาดและที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ รวมถึงประเภทของงานที่ดำเนินการ
1.2
การวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายและการประเมินความเสี่ยง (ความเสี่ยงเฉพาะภาคส่วน ความเสี่ยงเฉพาะตัวสินค้า) ผ่านโมเดล Supply Positioning Model (SPM)
1.3
การประเมินด้านความยั่งยืนของคู่ค้า รวมถึงความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม การกำกับดูแลกิจการที่ดีและธุรกิจ
1.4
การบูรณาการด้านความยั่งยืนในการจัดหาและการบริหารสัญญา
1.5
การบริหารจัดการความเสี่ยงของคู่ค้า
การคัดกรองความเสี่ยงของคู่ค้า
ความเสี่ยงด้านการดำเนินงานและ SSHE / ความเสี่ยงด้านการจัดการความยั่งยืน
- ผลกระทบต่อสุขภาพ
- ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
- ผลกระทบจากการละเมิดและการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือข้อกำหนด
- ผลกระทบด้านชื่อเสียง
- ผลกระทบด้านธุรกิจและการเงิน
ความเสี่ยงด้านการแข่งขัน
- การกระจุกตัวของตลาด (ความเสี่ยงเฉพาะประเทศ ภาคธุรกิจ และสินค้าบริการ)
- มุมมองของคู่ค้าต่อ ปตท.สผ.
- ความสำคัญของสายธุรกิจ (ความเสี่ยงเฉพาะภาคส่วนและสินค้า)
- ระดับกำไรของคู่ค้า
ความเสี่ยงด้านการใช้จ่าย
- การใช้จ่าย
- ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา
- ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
- ค่าใช้จ่ายจากความล้าสมัย
- ค่าใช้จ่ายในการกำจัด
โดยคู่ค้าสำคัญ คือ คู่ค้าที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มคู่ค้าที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 1 ในด้านความมั่นคงทางธุรกิจ ความเชี่ยวชาญ และความเสี่ยงในการจัดหา ซึ่งคู่ค้าในระดับนี้รวมถึงคู่ค้าที่อยู่ในธุรกิจการขุดเจาะและการก่อสร้างแท่นหลุมผลิตด้วย
การตรวจสอบคู่ค้าและผู้รับเหมา
ปตท.สผ. จัดตั้งระบบประเมินคู่ค้าอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งจัดทำโครงการการประเมินหน้างานทั้งในระหว่างการดำเนินงานตามสัญญาและภายหลังจบสัญญาเพื่อประเมินความเสี่ยงและให้มั่นใจว่าคู่ค้าได้ดำเนินงานตามแผนงานที่กำหนด ปตท.สผ. ยังกำหนดแผนการติดตามการแก้ไขปัญหาทั้งในระหว่างและภายหลังการทำงาน พร้อมทำงานร่วมกับคู่ค้าในการแก้ไขข้อบกพร่อง ทั้งนี้ ในกรณีที่เกิดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ปตท.สผ. และคู่ค้าจะร่วมกันหาสาเหตุและทางแก้ไข มีการตรวจสอบการดำเนินการแก้ไขร่วมกัน โดยคำนึงถึงคุณภาพ ปริมาณ และความปลอดภัยในการสำรวจและผลิต นอกจากนี้ ปตท.สผ. ยังมีช่องทางการรายงานกรณีที่ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดผ่านช่องทางสายด่วนร้องเรียน (Whistleblowing Helpline) ในกรณีที่คำร้องเรียนเกี่ยวข้องกับคู่ค้าหรือผู้รับเหมา ฝ่ายจัดซื้อจะดำเนินการติดต่อและสื่อสารกับคู่ค้าหรือผู้รับเหมาต่อไป
ระบบการบริหารจัดการด้านความปลอดภัย มั่นคง อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อมสำหรับคู่ค้าและผู้รับเหมา
ปตท.สผ. พัฒนาระบบการจัดการด้านความปลอดภัย มั่นคง อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม (SSHE MS) สำหรับคู่ค้าและผู้รับเหมา เพื่อเป็นแนวทางในการควบคุมและบริหารการดำเนินงาน โดยมีองค์ประกอบที่สำคัญ ได้แก่
- การผนวกเกณฑ์การคัดเลือกแผนการดำเนินงานด้าน SSHE เข้ากับกระบวนการจัดหา
- การระบุและประเมินความเสี่ยงด้าน SSHE ของคู่ค้าและผู้รับเหมา การกำหนดภาระความรับผิดชอบที่ แนวทางการควบคุมและดำเนินงาน การรายงานประสิทธิผลการดำเนินงานของผู้รับเหมาตามที่กำหนด
- การพัฒนามาตรการเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของการจัดการด้าน SSHE สำหรับผู้รับเหมาให้ดียิ่งขึ้น เช่น ระบบการประเมินผลการดำเนินงานด้าน SSHE ของคู่ค้าและผู้รับเหมา การอบรมให้ความรู้ด้าน SSHE แก่ผู้รับเหมาในงานที่มีความเสี่ยงเฉพาะ และระบบข้อเสนอแนะด้าน SSHE สำหรับผู้รับเหมา
- การสื่อสารความคาดหวังด้าน SSHE จากคู่ค้าและผู้รับเหมาในหลายช่องทาง เพื่อให้ผู้รับเหมาตระหนัก ปรับปรุง และเตรียมพร้อมให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของ ปตท.สผ. ได้
- การสนับสนุนคู่ค้าและผู้รับเหมาให้มีการปรับปรุงพัฒนาด้าน SSHE เพื่อให้มีมาตรฐานการดำเนินงานตามที่ ปตท.สผ. คาดหวัง
การตรวจประเมินผู้รับเหมาด้านความปลอดภัย มั่นคง อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม
ปตท.สผ. มีการตรวจประเมินผู้รับเหมาที่ทำงานซึ่งมีความเสี่ยงสูงตามมาตรฐานด้านการจัดการผู้รับเหมาในด้าน SSHE ของบริษัท (PTTEP SSHE Contractor Management Standard and Procedure) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีความมั่นใจว่าผู้รับเหมามีความเข้าใจและสามารถปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรการต่าง ๆ ตามระบบการจัดการด้านความปลอดภัย มั่นคง อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อมของบริษัท เพื่อให้มีการประเมินการบริหารความเสี่ยงและปฏิบัติงานในกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การตรวจประเมินประจำปีนั้น เลือกจากประเภทของการทำงานที่มีความเสี่ยงความปลอดภัย มั่นคง อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อมสูง ได้แก่ การทำงานประเภทการขุดเจาะปิโตรเลียม การก่อสร้าง การซ่อมบำรุง โลจิสติกส์ (ทางบก ทางทะเล และทางอากาศ) รวมทั้งผลการตรวจประเมินในอดีต รวมทั้งผู้รับเหมาที่ทำงานที่ทำงานเป็นครั้งแรกกับ ปตท. สผ. ด้วย
การกำหนดผู้รับเหมาที่จะได้รับการตรวจประเมิน จะขึ้นอยู่กับสถิติด้านความปลอดภัย มั่นคง อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อมของผู้รับเหมาด้วย โดยหากผู้รับเหมาที่ทำงานซึ่งมีความเสี่ยงสูงและมีแนวโน้มที่จะเกิดอุบัติเหตุสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด บริษัทจะทำการตรวจประเมินเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขและปรับปรุงในการทำงานให้มีประสิทธิภาพและปลอดภัย โดยมีการติดตามผลของการปรับปรุงและแก้ไขตามข้อเสนอแนะ
การตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดีของคู่ค้า
ปตท.สผ. ประเมินความยั่งยืนของคู่ค้าด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี (ESG On-Site Audit) เพื่อทบทวนความเสี่ยงเกี่ยวกับความยั่งยืนใน 5 ประเด็นคือ 1. นโยบายบริษัท 2. จรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ 3. สังคม 4. อาชีวอนามัยและความปลอดภัย 5. สิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ การประเมินดังกล่าวดำเนินการโดยบุคคลที่สามที่ได้รับการรับรอง เพื่อให้มั่นใจว่าความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดีของคู่ค้าได้รับการตรวจสอบและจัดการโดยแนวทางปฎิบัติที่ดีที่สุด (ข้อมูลการตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดีของคู่ค้า แสดงใน ข้อมูลผลการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน )
การจัดหาสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
การจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานของ ปตท.สผ. ซึ่งได้มีการริเริ่มแผนงานการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของ ปตท.สผ. (PTTEP Green Procurement Roadmap) ในปี 2559 – 2573 โดยได้เริ่มจัดทำเกณฑ์การจัดหาสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสำหรับแต่ละกลุ่มงานตั้งแต่ปี 2560 และได้รับการตรวจประเมินโดยสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (Thai Environment Institute - TEI) (ข้อมูลตัวเลขการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แสดงใน ข้อมูลผลการดำเนินงานด้านการบริหารจัดห่วงโซ่อุปทาน )
การจัดหาสินค้าและบริการระดับท้องถิ่น
ปตท.สผ. สนับสนุนธุรกิจในท้องถิ่นและส่งเสริมการจัดซื้อสินค้าและบริการในพื้นที่ที่ ปตท.สผ. ดำเนินงาน โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับคู่ค้าในท้องถิ่นที่มีศักยภาพในการนำเอานวัตกรรมต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการให้เป็นไปตามมาตรฐานและข้อกำหนดของ ปตท.สผ. ซึ่งกระบวนการพัฒนาดังกล่าวได้รับการสนับสนุนผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูล รวมถึงคำแนะนำเกี่ยวกับการปรับปรุงกระบวนการทำงานและประเด็นด้านความปลอดภัย ซึ่งจะมีการติดตามความก้าวหน้าของคู่ค้าในระหว่างการประชุมติดตามผล (ข้อมูลตัวเลขการจัดหาสินค้าและบริการระดับท้องถิ่น แสดงใน ข้อมูลผลการดำเนินงานด้านการบริหารจัดห่วงโซ่อุปทาน )
การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคู่ค้า
ปตท.สผ. ส่งเสริมความร่วมมือและพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารห่วงโซ่อุปทานเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์กับคู่ค้า โดยได้จัดการประชุมกับคู่ค้าในเชิงกลยุทธ์ ตามวิสัยทัศน์ “Energy Partner of Choice” เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะ สร้างความเข้าใจในแนวทางการดำเนินการ วิสัยทัศน์ และยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยีของทั้งสองบริษัทเพื่อให้เกิดการพัฒนาประสิทธิภาพในการทำงานและเพื่อให้เกิดความร่วมมือกันอย่างแท้จริง นอกจากนี้ ปตท.สผ. ยังได้จัดทำสัญญาระยะยาว (Master Service Agreement – MSA) ล่วงหน้าสำหรับการประมูลในอนาคตกับคู่ค้าในกลุ่มงานหลักเช่น งานขุดเจาะและดูแลหลุมผลิต เพื่อหามาตรฐานข้อกำหนดและเงื่อนใขในการทำสัญญาร่วมกันเพื่อประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานมากยิ่งขึ้น
การเสริมสร้างศักยภาพและการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่จัดหาของ ปตท.สผ.
ปตท.สผ. ดำเนินโครงการฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างความสามารถ พัฒนาศักยภาพและประสิทธิภาพด้าน ESG สำหรับเจ้าหน้าที่จัดหาของ ปตท.สผ. และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายในบริษัทฯ เกี่ยวกับโครงการประเมินด้าน ESG ของคู่ค้า โดยเจ้าหน้าที่จัดหาทุกคนสามารถเข้าถึงฐานข้อมูลเหล่านี้ได้ผ่านทางระบบการจัดการคู่ค้า
การรายงาน
ปตท.สผ. ติดตามและรายงานความคืบหน้าผ่านโครงการประเมินและพัฒนาคู่ค้าอย่างเคร่งครัด กระบวนการนี้จะมีการประเมินคู่ค้าอย่างสม่ำเสมอโดยใช้ตัวชี้วัดประสิทธิภาพและดัชนีชี้วัดผลการดำเนินงานเฉพาะเจาะจง เพื่อให้มั่นใจว่าคู่ค้าจะปฏิบัติตามมาตรฐานการดำเนินงานและวัตถุประสงค์ด้านความยั่งยืนของ ปตท.สผ.
กลยุทธ์การปฏิบัติงานด้านโลจิสติกส์
กรอบการทำงานและแผนกลยุทธ์สำหรับงานด้านโลจิสติกส์ ดังรูปที่แสดงไว้ด้านล่างนั้น เป็นการกำหนดเป้าหมายระยะยาวในการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัท อีกทั้งยังเป็นกรอบในการวางแผนสำหรับการดำเนินงานและกิจกรรมต่าง ๆ ภายใต้หน่วยงานโลจิสติกส์ที่จะนำไปสู่การบรรลุวัตถุประสงค์ได้อย่างยั่งยืน
การจัดการด้านความปลอดภัย มั่นคง อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม
หน่วยงานโลจิสติกส์ยึดถือความปลอดภัย มั่นคง อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยหลักในการดำเนินงาน พร้อมมุ่งมั่นป้องกันอุบัติเหตุผ่านการส่งเสริมวัฒนธรรมด้านความปลอดภัย ความมั่นคง อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อมในเชิงรุก เพื่อให้พนักงานและผู้รับเหมามีจิตสำนึกด้านความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน และปฏิบัติตามมาตรฐานที่ ปตท.สผ. คาดหวัง นอกจากนี้ ยังมุ่งมั่นป้องกันผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและสิ่งแวดล้อม ผ่านการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง อาทิ


- จัดกิจกรรม “Safety Stand Down” ในทุกพื้นที่ที่มีการดำเนินงาน เพื่อเน้นย้ำความสำคัญของการปฏิบัติงานอย่างปลอดภัยให้กับพนักงานและผู้รับเหมา
- จัดงาน “PTTEP SSHE Forum” เพื่อให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความตระหนักและความคาดหวังด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม โดยมีกิจกรรมพูดคุยถึงแนวคิดการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยโดยผู้บริหารระดับสูง รวมถึงการให้คำมั่นสัญญาร่วมกันระหว่าง ปตท.สผ.และพันธมิตรทางธุรกิจ และมอบรางวัล “SSHE Excellence Award” แก่บริษัทผู้รับเหมาที่มีผลการปฏิบัติงานด้าน SSHE บรรลุตามเป้าหมายของ ปตท.สผ.
- นำระบบ Driver’s Fatigue Detection System มาใช้เพื่อติดตามพฤติกรรมของผู้ขับขี่ เช่น ความเหนื่อยล้าหรือง่วงนอน เสียสมาธิหรือละเลยความสนใจในการขับขี่ โดยใช้เทคโนโลยีผสมผสานระบบการจดจำใบหน้า (Facial Recognition) กับระบบการวิเคราะห์ภาพวิดีโอ (Video Analytics) เพื่อสังเกตพฤติกรรมของผู้ขับขี่ได้แบบเรียลไทม์ผ่านกล้องที่ติดตั้งอยู่บริเวณด้านหน้ารถ โดยระหว่างขับรถกล้องจะจับภาพคนขับเพื่อเก็บข้อมูลของผู้ขับ หากพบค่าความเสี่ยงถึงระดับที่ต้องแจ้งเตือน ระบบจะส่งสัญญาณเสียงและระบบสั่นไปยังที่นั่งคนขับ พร้อมทั้งแจ้งต่อไปยังห้องควบคุมส่วนกลางเพื่อดำเนินการต่อไป นอกจากนี้ ผู้ดูแลระบบยังสามารถตรวจสอบและประเมินผลการทำงานผู้ขับขี่ในระยะยาวได้ผ่านหน้าจอแสดงข้อมูลที่มีระบบการวิเคราะห์ข้อมูล Dashboard เพื่อหาแนวทางป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงแง่มุมต่าง ๆ ที่สามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้ในการฝึกอบรมผู้ขับขี่
การบริหารพัสดุคงคลังเพื่อใช้ทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ปตท.สผ. ได้ดำเนินงานอย่างต่อเนื่องตามนโยบายเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการพัสดุคงคลัง เพื่อให้มูลค่าพัสดุคงคลังอยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยมุ่งเน้นการจัดการพัสดุคงคลังของโครงการบงกช โครงการอาทิตย์ และโครงการเอส 1 โดยมีขั้นตอนสำคัญในการบริหารพัสดุคงคลังดังนี้
ทบทวนการบริหารจัดการพัสดุคงคลัง
โดยครอบคลุมตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ กำหนดคุณลักษณะ การจัดซื้อจัดจ้าง จัดเก็บ เบิกจ่าย และตัดจำหน่าย ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับมาตรการควบคุมภายในของบริษัทและกฎระเบียบทางราชการที่เกี่ยวข้อง โดยในปี 2564 บริษัทได้ทดลองโครงการการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ท่อซึ่งเป็นพัสดุคงคลังที่มีมูลค่าสูงในอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ (Oil Country Tubular Goods - OCTG) เพื่อให้มีการบริหารจัดการท่ออย่างมีประสิทธิภาพและนำไปใช้งานอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยบริษัททำสัญญาฝากขาย (consignment) กับคู่ค้าให้คู่ค้าบริหารจัดเก็บ OCTG ไว้ในคลังสินค้าส่วนกลางในประเทศไทยสำหรับใช้ในทุก ๆ โครงการของ ปตท.สผ. โดยแต่ละโครงการจะทำการสั่งซื้อ OCTG ตามจำนวนที่ต้องการใช้จริงในแต่ละงาน วิธีการดังกล่าวนอกจากจะช่วยลดปริมาณท่อคงเหลือจากการใช้งานแล้วยังเป็นการเพิ่มความคล่องตัวในการเรียกใช้ผลิตภัณฑ์ท่อให้กับโครงการต่าง ๆ อีกด้วย นอกจากนี้ บริษัทได้ปรับปรุงแผนกลยุทธ์การจัดหาท่อ โดยจัดหาท่อเหล็กไร้เกลียว และตัดเกลียวในประเทศ เพื่อเป็นการส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจในท้องถิ่นให้มีศักยภาพทัดเทียมกับต่างชาติ และการสนับสนุนการจ้างงานภายในประเทศ ในขณะเดียวกันยังช่วยลดต้นทุนพัสดุคงคลัง และลดความเสี่ยงเรื่องท่อขาดแคลน อีกทั้งบริษัทยังมีแนวความคิดในเรื่องการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า โดยมีการนำพลาสติกป้องกันเกลียว (Thread Protection) ซึ่งต้องใช้กับท่อ OCTG ทุกเส้นกลับมาใช้ซ้ำ ซึ่งจะช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกได้อีกด้วย
ปรับปรุงระดับการจัดเก็บพัสดุให้เหมาะสมกับความต้องการใช้จริง
เพื่อลดปริมาณการจัดเก็บและบริหารการใช้พื้นที่ในการจัดเก็บอย่างเหมาะสม โดยบริษัทได้ศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยี Machine Learning เพื่อคาดการณ์ระดับการจัดเก็บพัสดุคงคลังที่เหมาะสมสำหรับความต้องการใช้งานในอนาคต
บริหารจัดการพัสดุแบบองค์รวมผ่านฐานข้อมูลกลาง
เพื่อจัดการพัสดุคงเหลือหรือพัสดุใช้แล้วที่ยังอยู่ในสภาพดีและสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ โดยนำพัสดุดังกล่าวกลับเข้าคลังพัสดุกลางเพื่อลดปริมาณการสั่งซื้อ ลดขั้นตอนและเวลาในการจัดซื้อพัสดุ ซึ่งส่งผลให้ปริมาณการจัดซื้อจัดจ้างและต้นทุนการผลิตลดลง
ประเมิน ตรวจสอบ และตัดจำหน่ายพัสดุคงคลัง
ที่มีลักษณะเสื่อมสภาพ ล้าสมัย หรือมีคุณลักษณะไม่สอดคล้องกับการดำเนินงานในปัจจุบัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนด้านการจัดเก็บพัสดุคงคลัง
การบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ปตท.สผ. ให้ความสำคัญต่อการบริหารจัดการและการดำเนินงานด้านการขนส่งภายใต้กลยุทธ์ 3E (Economics, Efficiency and Environment) โดยมุ่งเน้นการปฏิบัติงานที่สอดคล้องกับมาตรฐานด้านความปลอดภัย มั่นคง อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม (Safety, Security, Health and Environment – SSHE) ภายใต้การบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ มีการวางแผน การคาดการณ์ การรวบรวม และการขนส่งตามมาตรฐานสากล ความเชื่อถือได้ในกระบวนการนำส่งสินค้าและบริการ บริษัทมีการติดตั้งระบบควบคุมและติดตามการใช้น้ำมัน (GPS Vessel Monitoring System) ของเรือแต่ละลำตั้งแต่ปี 2556 เพื่อให้มั่นใจว่าเรือทุกลำมีการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ โดยบริษัทมีการควบคุมปริมาณการใช้น้ำมัน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการจัดการของการเดินเรือแบบรวมศูนย์ (Centralized Vessel Utilization Management)