ความสำคัญและพันธกิจ

ในธุรกิจอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ต้องดำเนินการในพื้นที่ที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสภาพภูมิประเทศหรือสภาพอากาศแบบใด ปัจจัยความสำเร็จอย่างหนึ่งคือการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อน ทั้งในด้านการจัดหาวัตถุดิบและบริการ การจัดเก็บวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ รวมถึงการขนส่งวัสดุ อุปกรณ์และบุคลากรไปยังสถานที่ปฏิบัติงานให้ทันเวลาที่กำหนดไว้ พร้อมทั้งสนับสนุนเป้าหมาย EP Net Zero 2050 ของบริษัท

การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานไม่เพียงแต่จะช่วยป้องกันผลกระทบต่อธุรกิจและชื่อเสียงขององค์กร แต่ยังเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ความโปร่งใส ตลอดจนสร้างคุณค่าร่วมกันระหว่าง ปตท.สผ. กับคู่ค้า โดยการดำเนินงานภายใต้หลักการ คุ้มค่า โปร่งใส มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และตรวจสอบได้ ครอบคลุมตั้งแต่การคัดเลือกคู่ค้า การตรวจสอบการบริหารจัดการความเสี่ยงของคู่ค้าด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี (ESG risks) ตลอดจนการสานสัมพันธ์และเสริมสร้างศักยภาพของคู่ค้า โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้

เป้าหมายสำคัญ

1
การเป็นองค์กรที่ปราศจากอุบัติเหตุ

ปตท.สผ. มีความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการด้านความปลอดภัย ความมั่นคง อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม (SSHE) ให้บรรลุเป้าหมายการเป็นองค์กรที่ปราศจากอุบัติเหตุ ซึ่งครอบคลุมการเกิดอุบัติเหตุรุนแรง (Major Accident Event), การรั่วไหลของน้ำมันและสารเคมี (Oil and Chemical Spillage), การเกิดอุบัติเหตุจากการขนส่ง (Motor Vehicle Incident), การเกิดอุบัติเหตุในการเดินเรือ (Marine Vessel Incident) และการเกิดอุบัติเหตุที่มีการบาดเจ็บจากการทำงานทั้งหมด (Total Recordable Injury) จนถึงอุบัติเหตุที่มีการบาดเจ็บถึงขั้นหยุดงาน (Lost Time Injury) ทั้งนี้บริษัทมุ่งหวังให้ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บและทุกคนกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย โดยสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก นโยบาย SSHE

2
การจัดการห่วงโซ่อุปทานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ปตท.สผ. ดำเนินกิจกรรมการจัดการห่วงโซ่อุปทานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2562 โดยจัดซื้อจัดหาสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และพัฒนาระบบขนส่งให้มีการใช้เชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดพลังงาน เพื่อลดการเกิดก๊าซเรือนกระจกจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงซึ่งส่งผลต่อภาวะโลกร้อน

3
การจัดหาสินค้าและบริการระดับท้องถิ่น

ปตท.สผ. สนับสนุนธุรกิจในท้องถิ่นและสนับสนุนให้มีการจัดหาซสินค้าและบริการในพื้นที่ปฏิบัติการ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ การจ้างงานและสร้างรายได้ในระดับท้องถิ่น เพื่อนำไปสู่การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและได้รับการยอมรับจากประเทศที่ ปตท.สผ. เข้าไปดำเนินธุรกิจ นอกจากนี้ บริษัทยังสนับสนุนให้คู่ค้าดำเนินงานอย่างมีความรับผิดชอบและสนับสนุนการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการในท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง

4
การบริหารจัดการคู่ค้าและแนวทางการปฏิบัติอย่างยั่งยืนของคู่ค้า

ปตท.สผ. จัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและเป็นธรรมตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีของบริษัท โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนข้อกำหนดและเงื่อนไขของสัญญา ราคา คุณภาพ การจัดส่ง และด้านความปลอดภัย ความมั่นคง อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม (SSHE) ซึ่งรวมถึงการกำหนดให้ผู้รับเหมาต้องปฏิบัติตามหลักการทั้งหมดที่เกี่ยวข้องและให้ความสำคัญกับการรับผิดชอบต่อสังคม

บริษัทเชื่อว่าการดำเนินธุรกิจภายใต้การกำกับดูแลกิจการที่ดีและจริยธรรมธุรกิจเป็นเรื่องสำคัญ และเน้นถึงความสำคัญต่อสิทธิของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภายในและภายนอกผ่านนโยบายของบริษัทและกิจกรรมในห่วงโซ่อุปทาน เช่น การเข้าร่วมโครงการข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact - IP) เพื่อเสริมสร้างนโยบายต่อต้านการทุจริตให้เป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้าง (พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้าง) และกฎหมายต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ และได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC)

5
การบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ

นโยบายบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานเน้นการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่มีคุณภาพอย่างคุ้มค่าที่สุดในเวลาที่เหมาะสมสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ หลักจริยธรรม นโยบายของบริษัท รวมทั้งกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ปตท.สผ. ได้นำระบบดิจิทัลมาใช้ในการจัดหามากขึ้น ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดหาได้มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ปตท.สผ. จัดหาบริการหรือผลิตภัณฑ์บางรายการผ่านโครงการจัดซื้อจัดจ้างแบบบูรณาการของกลุ่ม ปตท. เพื่อเพิ่มการใช้ประโยชน์และความร่วมมือในห่วงโซ่อุปทานปิโตรเลียม เช่น อุปกรณ์ Air Filter for Gas Turbine, อะไหล่สำรอง Filter, อุปกรณ์ Turbine Compressor Maintenance, และกรมธรรม์ประกันชีวิตของพนักงานในกลุ่มบริษัท ปตท. เป็นต้น

แนวทางการบริหารจัดการ

ปตท.สผ. ยึดถือนโยบายการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน โดยมุ่งเน้นให้มีการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงทั้งในด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม และการกำกับดูแลคู่ค้าที่อาจส่งผลกระทบต่อความไว้วางใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการดำเนินงานของ ปตท.สผ. ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจได้ รวมถึงเพื่อสนับสนุนการจัดหาสินค้าและบริการระดับท้องถิ่น เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจและรายได้ให้กับชุมชนในพื้นที่ที่ ปตท.สผ. ดำเนินการ

การกำกับดูแล

การกำกับดูแลห่วงโซ่อุปทานของ ปตท.สผ. ถูกออกแบบมาเพื่อให้มั่นใจถึงการจัดการห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพ สอดคล้องตามข้อบังคับ และเป็นไปตามกลยุทธ์ของบริษัทฯ โดยสายงานการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Management Division) มีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลและการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ของห่วงโซ่อุปทานของบริษัทฯ โดยสายงานนี้อยู่ภายใต้กลุ่มงานสนับสนุนการดำเนินงาน (Operations Support Group) ซึ่งทำหน้าที่กำกับดูแลให้แน่ใจว่านโยบาย มาตรฐาน และระบบต่าง ๆ เป็นไปตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องและเป้าหมายของบริษัทฯ โดยสายงานการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานรายงานผ่านกลุ่มงานสนับสนุนการดำเนินงานไปยังประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) เพื่อให้มั่นใจว่ากิจกรรมทั้งหมดในห่วงโซ่อุปทานสอดคล้องกับวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ของผู้บริหารระดับสูง อีกทั้งยังมีการรายงานตรงต่อคณะกรรมการบริษัทผ่าน CEO ทำให้การดำเนินงานห่วงโซ่อุปทานเชื่อมโยงและสอดคล้องกับเป้าหมายที่สำคัญของบริษัทฯ นอกจากนี้ คณะกรรมการการกำกับดูแลกิจการและความยั่งยืน (Corporate Governance and Sustainability Committee - CGSC) ยังรับผิดชอบการกำกับดูแลกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน กรอบแนวคิด และประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืน รวมถึงการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน ทั้งนี้ ปตท.สผ. มีการดำเนินการด้านห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืนและแนวทางการดำเนินงานด้าน ESG เช่น การประเมินคู่ค้าตามเกณฑ์ ESG และการดำเนินงานด้าน ESG ของคู่ค้า ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ CGSC เช่นกัน (สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก กรอบแนวคิดและเป้าหมายระยะยาวด้านความยั่งยืน และ การกำกับดูแลด้านความยั่งยืนภายในองค์กร) โดยการกำหนดโครงสร้างการกำกับดูแลดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาประสิทธิภาพการดำเนินงานและการปฏิบัติตามกฎระเบียบระดับสากลของ ปตท.สผ.


การบริหารจัดการคู่ค้าและแนวทางการปฏิบัติอย่างยั่งยืนของคู่ค้า

ปตท.สผ. มีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการจัดการห่วงโซ่อุปทาน และผลักดันให้เกิดการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมผ่านทางการกำกับดูแลคู่ค้า บริษัทได้กำหนด แนวทางการปฏิบัติอย่างยั่งยืนของคู่ค้า (PTTEP Vendor Sustainable Code of Conduct) ซึ่งครอบคลุมกฎระเบียบ ข้อบังคับ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้คู่ค้าของ ปตท.สผ. มีความรู้ความเข้าใจในด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนและเพื่อให้มั่นใจว่ามีการดำเนินงานอย่างมีจริยธรรม การเคารพสิทธิมนุษยชน อาชีวอนามัยและความปลอดภัย และการจัดการสิ่งแวดล้อม


การจัดหาอย่างมีคุณภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้

ปตท.สผ. ให้ความสำคัญกับการจัดหาด้วยวิธีประมูล แนวปฏิบัตินี้ไม่เพียงแต่เปิดโอกาสให้คู่ค้าที่มีศักยภาพและมีความสามารถในการนำเสนอสินค้าและบริการของตน แต่ยังสามารถช่วยลดต้นทุนได้อีกด้วย การประมูลช่วยให้สามารถควบคุมและประเมินคู่ค้าตามมาตรฐานและเงื่อนไขที่กำหนดไว้ล่วงหน้า รวมถึงการปฏิบัติตามนโยบายของ ปตท.สผ. ในด้านการต่อต้านทุจริต และมาตรฐานด้านความปลอดภัย ความมั่นคง อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม (Safety, Security, Health and Environment – SSHE) (ข้อมูลการจัดหา แสดงใน ข้อมูลผลการดำเนินงานด้านการบริหารจัดห่วงโซ่อุปทาน )

ประเด็นสำคัญในกระบวนการจัดหาอย่างยั่งยืน
1. การแข่งขันอย่างเป็นธรรม
ปตท.สผ. ส่งเสริมการแข่งขันอย่างเป็นธรรมในกระบวนการจัดหา เพื่อให้มั่นใจถึงความโปร่งใส และการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 และกระบวนการนี้ได้รับการตรวจสอบเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานการบริหารจัดการภาครัฐ รวมทั้งข้อกำหนดต่าง ๆ ภายใต้สัญญาแบ่งปันผลผลิต (Production Sharing Contract – PSC)
2. การคัดเลือกคู่ค้า
กระบวนการคัดเลือกคู่ค้าได้รับการปรับปรุงเพื่อให้ความสำคัญกับคุณภาพและราคา เพื่อให้ได้คู่ค้าที่มีคุณสมบัติเหมาะสมด้วยราคาที่เหมาะสม ตามขั้นตอนการจัดหาซที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ นอกจากนี้ภายใต้สัญญาแบ่งปันผลผลิต (Production Sharing Contract – PSC) ปตท.สผ. ยังต้องจัดทำแผนแม่บทสำหรับการจัดหาประจำปี กำหนดกลยุทธ์การหา และสรุปผลการจัดหา เพื่อขอความเห็นชอบหรือรายงานต่อกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการคัดเลือก เพื่อให้มั่นใจถึงความโปร่งใสและความรับผิดชอบในทุกขั้นตอนของกระบวนการจัดหา

รูปแบบการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานกลุ่ม ปตท.สผ.

รูปแบบการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานของกลุ่ม ปตท.สผ. เป็นไปตามภาพด้านล่าง โดยแสดงถึงกิจกรรมหลักและบทบาทหน้าที่ ตลอดจนกระบวนการการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน เพื่อสนับสนุนกิจกรรมในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของ ปตท.สผ. อย่างครบวงจร


หลักการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน

หลักการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานของ ปตท.สผ. ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก ดังนี้

ระบบการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน
จัดทำระบบการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานซึ่งครอบคลุมการจัดทำนโยบาย มาตรฐาน และแนวทางในการปฏิบัติงาน รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่เกี่ยวข้องสำหรับการดำเนินงานของ ปตท.สผ. ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
กลยุทธ์การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานการจัดหาและสัญญา
จัดหาข้อมูลเชิงลึกและข้อมูลทางเทคนิคด้านการตลาดเพื่อนำมาวิเคราะห์และพัฒนากลยุทธ์ของแต่ละกลุ่มงาน รวมถึงการบริหารจัดการคู่ค้า โดยตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้นของคู่ค้ารายใหม่ และบริหารความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทกับคู่ค้าหลักที่มีความสำคัญ เป็นต้น นอกจากนั้น หน่วยงานนี้ยังมีหน้าที่รับผิดชอบในขั้นตอนการจัดหาและการทำสัญญาที่ครอบคลุมกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การจัดหา การประมูล การเจรจาต่อรอง การทำสัญญา และการออกใบสั่งซื้อสินค้า/บริการ รวมถึงการสนับสนุนการบริหารสัญญา และการให้คำคำแนะนำกับคณะกรรมการจัดหาเพื่อให้การจัดหาและการทำสัญญาเป็นไปอย่าง มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้
โลจิสติกส์
รับผิดชอบงานด้านโลจิสติกส์ต่าง ๆ เช่น การขนส่งบุคลากรและสินค้า การนำเข้าส่งออกสินค้าและเดินพิธีการศุลกากร การกำจัดของเสีย เป็นต้น ภายใต้ข้อกำหนดของปตท.สผ. และการปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยสากล โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังมีหน้าที่ในการบริหารจัดการสินค้าคงคลังโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการลงทุน ค่าใช้จ่าย และความต่อเนื่องในการปฏิบัติงาน
ฐานสนับสนุนการพัฒนาปิโตรเลียม
ปตท.สผ. บริหารจัดการฐานปฏิบัติการในประเทศไทย 2 แห่ง เพื่อสนับสนุนกิจกรรมการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในฝั่งอ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามัน โดยให้บริการท่าเทียบเรือ การขนส่ง และการจัดเก็บสินค้า ตลอดจนการให้บริการในเชิงธุรกิจกับบริษัทที่ประกอบกิจการการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยได้รับการรับรองมาตรฐานสากลในด้านต่าง ๆ เช่น ISO 14001, ISO22301, ISO 45001และ ISPS Code

การคัดเลือกและการกำกับดูแลคู่ค้า

กลยุทธ์การจัดหาและการทำสัญญา

กรอบการทำงานและกลยุทธ์สำหรับการจัดหาและการทำสัญญา ดังรูปที่แสดงไว้ด้านล่างนี้ เป็นการกำหนดเป้าหมายระยะยาวในการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัท อีกทั้งยังเป็นกรอบในการวางแผนสำหรับการดำเนินงานและกิจกรรมต่าง ๆ ภายใต้หน่วยงานจัดหาและสัญญาที่จะนำไปสู่การบรรลุวัตถุประสงค์ได้อย่างยั่งยืน

ในการบูรณาการข้อพิจารณาด้าน ESG เข้ากับการจัดการห่วงโซ่อุปทาน ปตท.สผ. ได้รวมข้อกำหนดและเงื่อนไขสัญญาเพื่อระบุถึงจริยธรรมทางธุรกิจ ความปลอดภัย ความมั่นคง อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม โดยให้คู่ค้าดำเนินธุรกิจตามกฎหมายและข้อกำหนดของ ปตท.สผ. เกี่ยวกับระบบการจัดการความปลอดภัย ความมั่นคง อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม (SSHE MS) รวมถึงจรรยาบรรณธุรกิจของบริษัทฯ ที่สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติของคู่ค้า (Supplier Code of Conduct) เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นกับข้อกำหนด ESG ปตท.สผ. ยังได้กำหนดให้มีการประเมินคุณสมบัติเบื้องต้นของคู่ค้า ปตท.สผ. ครอบคลุมประเด็นด้าน ESG เพื่อคัดเลือกคู่ค้าที่เหมาะสม และให้ความสำคัญกับระดับการบังคับใช้และการมีส่วนร่วมของคู่ค้า โดยใช้ระบบการถ่วงน้ำหนัก (% Weight) ประเด็นด้าน ESG ในกระบวนการคัดเลือกเบื้องต้น

ปตท.สผ. จะคัดกรองและประเมินเบื้องต้นของคู่ค้าทุกรายที่จะเข้าร่วมการประกวดราคาและการประมูลที่มีมูลค่าสัญญาตั้งแต่ 1 ล้านดอลลาร์ สรอ. ขึ้นไป โดยแยกตามประเภทธุรกิจ โดยกระบวนการประเมินประกอบด้วยเกณฑ์ต่าง ๆ ดังนี้ 1. เกณฑ์ด้านเทคนิคและคุณภาพ 2. เกณฑ์ด้านความปลอดภัย ความมั่นคง อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม (SSHE) 3. เกณฑ์ด้านพาณิชย์ กฎหมาย และสังคม เพื่อให้มั่นใจว่าคู่ค้ามีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเข้าร่วมงานกับ ปตท.สผ. ทั้งนี้ หากผู้ขายไม่ผ่านเกณฑ์ใดเกณฑ์หนึ่งข้างต้น จะถือว่าไม่ผ่านกระบวนการประเมินคุณสมบัติเบื้องต้น ส่งผลให้คู่ค้าไม่ได้รับพิจารณาให้เข้าร่วมการทำสัญญา ทั้งนี้การประเมินตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นธรรม เสมอภาค และโปร่งใส เพื่อประโยชน์สูงสุดของ ปตท.สผ. โดยจะให้ความสำคัญกับคู่ค้าที่มีผลการดำเนินงานด้าน ESG ที่ดีกว่าในกระบวนการคัดเลือกและทำสัญญา

ทั้งนี้การดำเนินการตามโปรแกรม ESG ของคู่ค้าดังกล่าวอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของผู้บริหารระดับสูง โดยมีองค์ประกอบสำคัญดังนี้:

การประเมินความเสี่ยง

ระดับความเสี่ยงตามการบริหารจัดการกลุ่มสินค้าและบริการ

ปตท.สผ. ระบุกลุ่มผู้ค้าสำคัญโดยการวิเคราะห์และจัดลำดับความสำคัญของประเภทสินค้าและบริการ จากนั้นจึงเลือกผู้ค้าสำคัญจากประเภทสินค้าและบริการจากปริมาณการใช้จ่ายและความเสี่ยง (เช่น การจัดหาส่วนประกอบที่สำคัญ หรือ สินค้าและบริการที่มีคู่ค้าเพียงรายเดียว) โดย ปตท.สผ. ใช้ Supplier Positioning Model (SPM) เป็นเครื่องมือในการระบุและวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง “ความเสี่ยง” และ “ศักยภาพในการสร้างกำไร” ซึ่งสามารถอธิบายได้ดังนี้

1
“ความเสี่ยง” จากปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้

ก. ด้านความยั่งยืน (สิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี หรือ Environment, Social, Governance – ESG) และความเสี่ยงทางเทคนิคระหว่างการปฏิบัติงาน รวมถึงคู่ค้าที่เป็นผู้จัดหาสินค้าและบริการที่สำคัญ

ปตท.สผ. พิจารณาปัจจัยด้านความยั่งยืน ความเสี่ยงทางเทคนิคที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการดำเนินงาน ประกอบด้วยความเสี่ยงจากผลกระทบด้านความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และผลกระทบต่อชื่อเสียง นอกเหนือจากความเสี่ยงทางเทคนิค และยังมีความมั่นคงทางการเงิน รูปแบบสินค้าและบริการ ความซับซ้อนในการผลิตและการบริการ รวมถึงผลกระทบด้านกฎหมายและการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด โดยสัดส่วนของการพัฒนาอย่างยั่งยืนและความเสี่ยงทางเทคนิคคิดเป็นร้อยละ 34 ของความเสี่ยงรวมทั้งหมด

ข. ความเสี่ยงด้านการจัดหา หรือการไม่สามารถจัดหาสินค้าและบริการตามความต้องการได้

ปตท.สผ. พิจารณาความเสี่ยงในการจัดหาที่เกิดจากความเปราะบางของธุรกิจต่อความไม่แน่นอนของตลาด ในระหว่างกระบวนการจัดหา โดยมีเกณฑ์การพิจารณาประกอบด้วย ประสบการณ์ของบริษัทฯ เกี่ยวกับสินค้าและบริการ ประสิทธิภาพการจัดส่ง ระยะทางทางภูมิศาสตร์ จำนวนคู่ค้าที่มีศักยภาพ คู่ค้าที่ไม่สามารถทดแทนได้ และสภาวะตลาดของสินค้าและบริการนั้น ๆ โดยสัดส่วนของความเสี่ยงด้านการจัดหาคิดเป็นร้อยละ 66 ของความเสี่ยงรวมทั้งหมด

2
“ความเกี่ยวข้องทางธุรกิจและศักยภาพในการสร้างกำไร”

หมายถึงระดับของโอกาสที่กระบวนการจัดหาสามารถส่งเสริมความสามารถในการทำกำไรของบริษัท เช่น การใช้จ่ายประจำปีของบริษัทฯ (การใช้จ่ายในปริมาณสูง) และโอกาสในการทำรายได้ของคู่ค้า ความยืดหยุ่นของราคา และสภาวะตลาด

SPM แบ่งออกเป็น 4 หมวดหมู่ คือ Critical Bottleneck Leverage และ Routine โดยการจัดลำดับความสำคัญของคู่ค้าพิจารณาจากคู่ค้าที่มีศักยภาพในการสร้างกำไรสูง (มูลค่าการใช้บริการต่อปีสูงกว่า 1 ล้านดอลลาร์ สรอ.) และมีความเสี่ยงด้านเทคนิคและการจัดหาสูง โดยจะถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Critical Bottleneck Leverage และ Routine ของโมเดล SPM ในขณะที่คู่ค้าสำคัญที่มีความเสี่ยงในระดับสูงหรือสูงมากจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มคู่ค้าที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 1

การบริหารจัดการกลุ่มสินค้าและบริการ (Category Management) ยังเป็นพื้นฐานของการบริหารความสัมพันธ์กับคู่ค้าในแง่ของการจำแนกประเภทของคู่ค้า รวมถึงการปรับปรุงกระบวนการจัดหาให้สอดคล้องกับกลุ่มสินค้าและบริการได้ดียิ่งขึ้น (ข้อมูลตัวเลขมูลค่าการจัดซื้อรวมจากคู่ค้าทางตรงทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ แสดงใน ข้อมูลผลการดำเนินงานด้านการบริหารจัดห่วงโซ่อุปทาน)


การประเมินความเสี่ยงในการจัดการห่วงโซ่อุปทาน

1
การประเมินความเสี่ยงของคู่ค้า

คู่ค้าเป็นหนึ่งในผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักที่ช่วยผลักดันให้ธุรกิจดำเนินไปได้อย่างยั่งยืน ปตท.สผ. จึงมีการบริหารและประเมินความเสี่ยงของคู่ค้าเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดีของคู่ค้า ใน 5 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้

1.1

การตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้นของคู่ค้ารายใหม่ (New Vendor Pre-Qualification) ตามหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์และประเภทของธุรกิจ ขนาดและที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ รวมถึงประเภทของงานที่ดำเนินการ

1.2

การวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายและการประเมินความเสี่ยง (ความเสี่ยงเฉพาะภาคส่วน ความเสี่ยงเฉพาะตัวสินค้า) ผ่านโมเดล Supply Positioning Model (SPM)

1.3

การประเมินด้านความยั่งยืนของคู่ค้า รวมถึงความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม การกำกับดูแลกิจการที่ดีและธุรกิจ

1.4

การบูรณาการด้านความยั่งยืนในการจัดหาและการบริหารสัญญา

1.5

การบริหารจัดการความเสี่ยงของคู่ค้า

การคัดกรองความเสี่ยงของคู่ค้า

ความเสี่ยงด้านการดำเนินงานและ SSHE / ความเสี่ยงด้านการจัดการความยั่งยืน
  • ผลกระทบต่อสุขภาพ
  • ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
  • ผลกระทบจากการละเมิดและการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือข้อกำหนด
  • ผลกระทบด้านชื่อเสียง
  • ผลกระทบด้านธุรกิจและการเงิน
ความเสี่ยงด้านการแข่งขัน
  • การกระจุกตัวของตลาด (ความเสี่ยงเฉพาะประเทศ ภาคธุรกิจ และสินค้าบริการ)
  • มุมมองของคู่ค้าต่อ ปตท.สผ.
  • ความสำคัญของสายธุรกิจ (ความเสี่ยงเฉพาะภาคส่วนและสินค้า)
  • ระดับกำไรของคู่ค้า
ความเสี่ยงด้านการใช้จ่าย
  • การใช้จ่าย
  • ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา
  • ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
  • ค่าใช้จ่ายจากความล้าสมัย
  • ค่าใช้จ่ายในการกำจัด

โดยคู่ค้าสำคัญ คือ คู่ค้าที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มคู่ค้าที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 1 ในด้านความมั่นคงทางธุรกิจ ความเชี่ยวชาญ และความเสี่ยงในการจัดหา ซึ่งคู่ค้าในระดับนี้รวมถึงคู่ค้าที่อยู่ในธุรกิจการขุดเจาะและการก่อสร้างแท่นหลุมผลิตด้วย

2
การตรวจสอบคู่ค้าและผู้รับเหมา

ปตท.สผ. จัดตั้งระบบประเมินคู่ค้าอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งจัดทำโครงการการประเมินหน้างานทั้งในระหว่างการดำเนินงานตามสัญญาและภายหลังจบสัญญาเพื่อประเมินความเสี่ยงและให้มั่นใจว่าคู่ค้าได้ดำเนินงานตามแผนงานที่กำหนด ปตท.สผ. ยังกำหนดแผนการติดตามการแก้ไขปัญหาทั้งในระหว่างและภายหลังการทำงาน พร้อมทำงานร่วมกับคู่ค้าในการแก้ไขข้อบกพร่อง ทั้งนี้ ในกรณีที่เกิดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ปตท.สผ. และคู่ค้าจะร่วมกันหาสาเหตุและทางแก้ไข มีการตรวจสอบการดำเนินการแก้ไขร่วมกัน โดยคำนึงถึงคุณภาพ ปริมาณ และความปลอดภัยในการสำรวจและผลิต นอกจากนี้ ปตท.สผ. ยังมีช่องทางการรายงานกรณีที่ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดผ่านช่องทางสายด่วนร้องเรียน (Whistleblowing Helpline) ในกรณีที่คำร้องเรียนเกี่ยวข้องกับคู่ค้าหรือผู้รับเหมา ฝ่ายจัดซื้อจะดำเนินการติดต่อและสื่อสารกับคู่ค้าหรือผู้รับเหมาต่อไป

2.1 การประเมินเอกสาร
กระบวนการนี้ประกอบด้วยการประเมินผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดีของคู่ค้าผ่านแบบสอบถามการประเมินคุณสมบัติคู่ค้าเบื้องต้นและการสัมภาษณ์ (ถ้าจำเป็น) เพื่อให้มั่นใจว่าคู่ค้าปฏิบัติตามนโยบายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของ ปตท.สผ.
ปตท.สผ. นำข้อกำหนดตามมาตรฐานสากลมาใช้ในการประเมินผล เช่น มาตรฐานสถาบันปิโตรเลียมอเมริกัน (American Petroleum Institute – API) สำหรับผลิตภัณฑ์ประเภทท่อกรุและท่อผลิตในงานขุดเจาะ ฐานข้อมูลการตรวจเรือสนับสนุนกิจการนอกชายฝั่ง (Offshore Vessel Inspection Database – OVID) ของกลุ่มธุรกิจน้ำมันทางทะเล (Oil Companies International Marine Forum – OCIMF) สำหรับผู้ให้บริการเรือขนส่ง และมาตรฐานการปฏิบัติที่ดีในการผลิตอาหาร (Good Manufacturing Practice – GMP) สำหรับผลิตภัณฑ์ประเภทอาหาร รวมถึงข้อกำหนดขั้นต่ำตามแรงงาน กฎหมายสิ่งแวดล้อม และมาตรฐานการจัดการต่าง ๆ เช่น มาตรฐาน ISO 14001 และ ISO 45001 เป็นต้น ซึ่งผู้ค้าทุกรายจะได้รับการสื่อสาร และยอมรับแนวทางการปฏิบัติอย่างยั่งยืนของผู้ค้า ปตท.สผ. (Vendor Sustainable Code of Conduct) ผ่านทางแบบประเมินออนไลน์ (Vendor Management System) เพื่อให้ผู้ค้าปฏิบัติตามและผ่านการรับรองมาตรฐานต่าง ๆ ในขั้นตอนการตรวจประเมินคู่ค้าก่อนเริ่มทำสัญญา ซึ่งรวมถึงความสามารถในการผลิตของผู้จัดจำหน่ายเพื่อบรรลุเป้าหมายในการรักษาคุณภาพของสินค้าและบริการ เช่น การตรวจประเมินคู่ค้าด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดีในการดำเนินธุรกิจ (ESG On-site Audit) การตรวจเยี่ยมคู่ค้า (Key Supplier Site Visit) รวมถึงการตรวจประเมินแนวทางการปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชนของคู่ค้า เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและเป็นการช่วยปรับปรุงศักยภาพในการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนในองค์กรของคู่ค้าเองอีกด้วย
การตรวจประเมินคู่ค้าจะดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ของ ปตท.สผ. หรือที่ปรึกษาภายนอกโดยเกณฑ์การประเมินความยั่งยืนของ ปตท.สผ. ครอบคลุมการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของคู่ค้า ซึ่งกำหนดโดยมาตราส่วนการให้คะแนนแบ่งเป็น 4 ระดับดังนี้ ช่วงคะแนน 3.26 - 4.00 หมายความว่าคู่ค้ามีผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนที่ดีเยี่ยม ไม่จำเป็นต้องติดตามผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืน ช่วงคะแนน 2.51- 3.25 หมายความว่าคู่ค้ามีผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนที่ดี จำเป็นต้องมีการปรับปรุงบางอย่างเท่านั้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความชำนาญ ไม่จำเป็นต้องติดตามผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืน ช่วงคะแนน 1.00 - 2.50 หมายความว่าคู่ค้ามีการดำเนินงานด้านความยั่งยืนแต่อาจยังไม่เป็นไปตามเกณฑ์ คู่ค้าต้องนำเสนอแผนงานปรับปรุงทางด้าน ESG (ESG Corrective Action Plan) ภายในระยะเวลาที่กำหนด ช่วงคะแนนต่ำกว่า 1.00 หมายความว่าคู่ค้าต้องมีการปรับปรุงประสิทธิภาพด้านความยั่งยืน และคู่ค้าต้องนำเสนอแผนการดำเนินงานด้าน ESG ก่อนเข้าร่วมการประกวดราคาและการประมูลครั้งต่อไป นอกจากนี้ คู่ค้าที่ได้รับการประเมินในระดับต่ำกว่า 2.51 จำเป็นต้องจัดทำแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหา พร้อมกำหนดเวลาและรายชื่อผู้รับผิดชอบให้ ปตท.สผ. จากนั้นจะมีการประเมินความเป็นไปได้ที่คู่ค้าจะสามารถปฏิบัติและมีคุณสมบัติทางด้าน ESG ตามเกณฑ์ได้อย่างเพียงพอได้หรือไม่ การประเมินนี้ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจว่าคู่ค้าสามารถปรับปรุงผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนให้สอดคล้องกับมาตรฐานของบริษัทฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2.2 การเสริมสร้างศักยภาพของคู่ค้า
ในรายงานการตรวจสอบ ปตท.สผ. จะให้คะแนนโดยจัดลำดับคู่ค้าผ่านการเปรียบเทียบกับคู่ค้ารายอื่นเพื่อให้เห็นข้อมูลเชิงลึกของช่องว่างด้านประสิทธิภาพและโอกาสในการปรับปรุง โดย ปตท.สผ. มีโครงการพัฒนาคู่ค้าในหลายช่องทาง เช่น SSHE Forum การจัดประชุมด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมก่อนเริ่มดำเนินการตามสัญญา การจัดอบรมและประเมินเกี่ยวกับ ESG ในกระบวนการ ณ สถานที่ดำเนินงานของคู่ค้า กิจกรรมเหล่านี้ช่วยให้คู่ค้าเข้าใจถึงวิธีการวัดผลและกระตุ้นให้คู่ค้าพัฒนาการปฎิบัติงานของตนให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
3
ระบบการบริหารจัดการด้านความปลอดภัย มั่นคง อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อมสำหรับคู่ค้าและผู้รับเหมา

ปตท.สผ. พัฒนาระบบการจัดการด้านความปลอดภัย มั่นคง อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม (SSHE MS) สำหรับคู่ค้าและผู้รับเหมา เพื่อเป็นแนวทางในการควบคุมและบริหารการดำเนินงาน โดยมีองค์ประกอบที่สำคัญ ได้แก่

  • การผนวกเกณฑ์การคัดเลือกแผนการดำเนินงานด้าน SSHE เข้ากับกระบวนการจัดหา
  • การระบุและประเมินความเสี่ยงด้าน SSHE ของคู่ค้าและผู้รับเหมา การกำหนดภาระความรับผิดชอบที่ แนวทางการควบคุมและดำเนินงาน การรายงานประสิทธิผลการดำเนินงานของผู้รับเหมาตามที่กำหนด
  • การพัฒนามาตรการเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของการจัดการด้าน SSHE สำหรับผู้รับเหมาให้ดียิ่งขึ้น เช่น ระบบการประเมินผลการดำเนินงานด้าน SSHE ของคู่ค้าและผู้รับเหมา การอบรมให้ความรู้ด้าน SSHE แก่ผู้รับเหมาในงานที่มีความเสี่ยงเฉพาะ และระบบข้อเสนอแนะด้าน SSHE สำหรับผู้รับเหมา
  • การสื่อสารความคาดหวังด้าน SSHE จากคู่ค้าและผู้รับเหมาในหลายช่องทาง เพื่อให้ผู้รับเหมาตระหนัก ปรับปรุง และเตรียมพร้อมให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของ ปตท.สผ. ได้
  • การสนับสนุนคู่ค้าและผู้รับเหมาให้มีการปรับปรุงพัฒนาด้าน SSHE เพื่อให้มีมาตรฐานการดำเนินงานตามที่ ปตท.สผ. คาดหวัง
4
การตรวจประเมินผู้รับเหมาด้านความปลอดภัย มั่นคง อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม

ปตท.สผ. มีการตรวจประเมินผู้รับเหมาที่ทำงานซึ่งมีความเสี่ยงสูงตามมาตรฐานด้านการจัดการผู้รับเหมาในด้าน SSHE ของบริษัท (PTTEP SSHE Contractor Management Standard and Procedure) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีความมั่นใจว่าผู้รับเหมามีความเข้าใจและสามารถปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรการต่าง ๆ ตามระบบการจัดการด้านความปลอดภัย มั่นคง อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อมของบริษัท เพื่อให้มีการประเมินการบริหารความเสี่ยงและปฏิบัติงานในกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การตรวจประเมินประจำปีนั้น เลือกจากประเภทของการทำงานที่มีความเสี่ยงความปลอดภัย มั่นคง อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อมสูง ได้แก่ การทำงานประเภทการขุดเจาะปิโตรเลียม การก่อสร้าง การซ่อมบำรุง โลจิสติกส์ (ทางบก ทางทะเล และทางอากาศ) รวมทั้งผลการตรวจประเมินในอดีต รวมทั้งผู้รับเหมาที่ทำงานที่ทำงานเป็นครั้งแรกกับ ปตท. สผ. ด้วย

การกำหนดผู้รับเหมาที่จะได้รับการตรวจประเมิน จะขึ้นอยู่กับสถิติด้านความปลอดภัย มั่นคง อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อมของผู้รับเหมาด้วย โดยหากผู้รับเหมาที่ทำงานซึ่งมีความเสี่ยงสูงและมีแนวโน้มที่จะเกิดอุบัติเหตุสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด บริษัทจะทำการตรวจประเมินเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขและปรับปรุงในการทำงานให้มีประสิทธิภาพและปลอดภัย โดยมีการติดตามผลของการปรับปรุงและแก้ไขตามข้อเสนอแนะ

5
การตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดีของคู่ค้า

ปตท.สผ. ประเมินความยั่งยืนของคู่ค้าด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี (ESG On-Site Audit) เพื่อทบทวนความเสี่ยงเกี่ยวกับความยั่งยืนใน 5 ประเด็นคือ 1. นโยบายบริษัท 2. จรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ 3. สังคม 4. อาชีวอนามัยและความปลอดภัย 5. สิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ การประเมินดังกล่าวดำเนินการโดยบุคคลที่สามที่ได้รับการรับรอง เพื่อให้มั่นใจว่าความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดีของคู่ค้าได้รับการตรวจสอบและจัดการโดยแนวทางปฎิบัติที่ดีที่สุด (ข้อมูลการตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดีของคู่ค้า แสดงใน ข้อมูลผลการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน )


การจัดหาสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

การจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานของ ปตท.สผ. ซึ่งได้มีการริเริ่มแผนงานการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของ ปตท.สผ. (PTTEP Green Procurement Roadmap) ในปี 2559 – 2573 โดยได้เริ่มจัดทำเกณฑ์การจัดหาสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสำหรับแต่ละกลุ่มงานตั้งแต่ปี 2560 และได้รับการตรวจประเมินโดยสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (Thai Environment Institute - TEI) (ข้อมูลตัวเลขการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แสดงใน ข้อมูลผลการดำเนินงานด้านการบริหารจัดห่วงโซ่อุปทาน )


การจัดหาสินค้าและบริการระดับท้องถิ่น

ปตท.สผ. สนับสนุนธุรกิจในท้องถิ่นและส่งเสริมการจัดซื้อสินค้าและบริการในพื้นที่ที่ ปตท.สผ. ดำเนินงาน โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับคู่ค้าในท้องถิ่นที่มีศักยภาพในการนำเอานวัตกรรมต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการให้เป็นไปตามมาตรฐานและข้อกำหนดของ ปตท.สผ. ซึ่งกระบวนการพัฒนาดังกล่าวได้รับการสนับสนุนผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูล รวมถึงคำแนะนำเกี่ยวกับการปรับปรุงกระบวนการทำงานและประเด็นด้านความปลอดภัย ซึ่งจะมีการติดตามความก้าวหน้าของคู่ค้าในระหว่างการประชุมติดตามผล (ข้อมูลตัวเลขการจัดหาสินค้าและบริการระดับท้องถิ่น แสดงใน ข้อมูลผลการดำเนินงานด้านการบริหารจัดห่วงโซ่อุปทาน )


การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคู่ค้า

ปตท.สผ. ส่งเสริมความร่วมมือและพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารห่วงโซ่อุปทานเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์กับคู่ค้า โดยได้จัดการประชุมกับคู่ค้าในเชิงกลยุทธ์ ตามวิสัยทัศน์ “Energy Partner of Choice” เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะ สร้างความเข้าใจในแนวทางการดำเนินการ วิสัยทัศน์ และยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยีของทั้งสองบริษัทเพื่อให้เกิดการพัฒนาประสิทธิภาพในการทำงานและเพื่อให้เกิดความร่วมมือกันอย่างแท้จริง นอกจากนี้ ปตท.สผ. ยังได้จัดทำสัญญาระยะยาว (Master Service Agreement – MSA) ล่วงหน้าสำหรับการประมูลในอนาคตกับคู่ค้าในกลุ่มงานหลักเช่น งานขุดเจาะและดูแลหลุมผลิต เพื่อหามาตรฐานข้อกำหนดและเงื่อนใขในการทำสัญญาร่วมกันเพื่อประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานมากยิ่งขึ้น


การเสริมสร้างศักยภาพและการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่จัดหาของ ปตท.สผ.

ปตท.สผ. ดำเนินโครงการฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างความสามารถ พัฒนาศักยภาพและประสิทธิภาพด้าน ESG สำหรับเจ้าหน้าที่จัดหาของ ปตท.สผ. และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายในบริษัทฯ เกี่ยวกับโครงการประเมินด้าน ESG ของคู่ค้า โดยเจ้าหน้าที่จัดหาทุกคนสามารถเข้าถึงฐานข้อมูลเหล่านี้ได้ผ่านทางระบบการจัดการคู่ค้า


การรายงาน

ปตท.สผ. ติดตามและรายงานความคืบหน้าผ่านโครงการประเมินและพัฒนาคู่ค้าอย่างเคร่งครัด กระบวนการนี้จะมีการประเมินคู่ค้าอย่างสม่ำเสมอโดยใช้ตัวชี้วัดประสิทธิภาพและดัชนีชี้วัดผลการดำเนินงานเฉพาะเจาะจง เพื่อให้มั่นใจว่าคู่ค้าจะปฏิบัติตามมาตรฐานการดำเนินงานและวัตถุประสงค์ด้านความยั่งยืนของ ปตท.สผ.


กลยุทธ์การปฏิบัติงานด้านโลจิสติกส์

กรอบการทำงานและแผนกลยุทธ์สำหรับงานด้านโลจิสติกส์ ดังรูปที่แสดงไว้ด้านล่างนั้น เป็นการกำหนดเป้าหมายระยะยาวในการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัท อีกทั้งยังเป็นกรอบในการวางแผนสำหรับการดำเนินงานและกิจกรรมต่าง ๆ ภายใต้หน่วยงานโลจิสติกส์ที่จะนำไปสู่การบรรลุวัตถุประสงค์ได้อย่างยั่งยืน

การจัดการด้านความปลอดภัย มั่นคง อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม

หน่วยงานโลจิสติกส์ยึดถือความปลอดภัย มั่นคง อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยหลักในการดำเนินงาน พร้อมมุ่งมั่นป้องกันอุบัติเหตุผ่านการส่งเสริมวัฒนธรรมด้านความปลอดภัย ความมั่นคง อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อมในเชิงรุก เพื่อให้พนักงานและผู้รับเหมามีจิตสำนึกด้านความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน และปฏิบัติตามมาตรฐานที่ ปตท.สผ. คาดหวัง นอกจากนี้ ยังมุ่งมั่นป้องกันผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและสิ่งแวดล้อม ผ่านการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง อาทิ

  • จัดกิจกรรม “Safety Stand Down” ในทุกพื้นที่ที่มีการดำเนินงาน เพื่อเน้นย้ำความสำคัญของการปฏิบัติงานอย่างปลอดภัยให้กับพนักงานและผู้รับเหมา
  • จัดงาน “PTTEP SSHE Forum” เพื่อให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความตระหนักและความคาดหวังด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม โดยมีกิจกรรมพูดคุยถึงแนวคิดการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยโดยผู้บริหารระดับสูง รวมถึงการให้คำมั่นสัญญาร่วมกันระหว่าง ปตท.สผ.และพันธมิตรทางธุรกิจ และมอบรางวัล “SSHE Excellence Award” แก่บริษัทผู้รับเหมาที่มีผลการปฏิบัติงานด้าน SSHE บรรลุตามเป้าหมายของ ปตท.สผ.
  • นำระบบ Driver’s Fatigue Detection System มาใช้เพื่อติดตามพฤติกรรมของผู้ขับขี่ เช่น ความเหนื่อยล้าหรือง่วงนอน เสียสมาธิหรือละเลยความสนใจในการขับขี่ โดยใช้เทคโนโลยีผสมผสานระบบการจดจำใบหน้า (Facial Recognition) กับระบบการวิเคราะห์ภาพวิดีโอ (Video Analytics) เพื่อสังเกตพฤติกรรมของผู้ขับขี่ได้แบบเรียลไทม์ผ่านกล้องที่ติดตั้งอยู่บริเวณด้านหน้ารถ โดยระหว่างขับรถกล้องจะจับภาพคนขับเพื่อเก็บข้อมูลของผู้ขับ หากพบค่าความเสี่ยงถึงระดับที่ต้องแจ้งเตือน ระบบจะส่งสัญญาณเสียงและระบบสั่นไปยังที่นั่งคนขับ พร้อมทั้งแจ้งต่อไปยังห้องควบคุมส่วนกลางเพื่อดำเนินการต่อไป นอกจากนี้ ผู้ดูแลระบบยังสามารถตรวจสอบและประเมินผลการทำงานผู้ขับขี่ในระยะยาวได้ผ่านหน้าจอแสดงข้อมูลที่มีระบบการวิเคราะห์ข้อมูล Dashboard เพื่อหาแนวทางป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงแง่มุมต่าง ๆ ที่สามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้ในการฝึกอบรมผู้ขับขี่

การบริหารพัสดุคงคลังเพื่อใช้ทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ปตท.สผ. ได้ดำเนินงานอย่างต่อเนื่องตามนโยบายเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการพัสดุคงคลัง เพื่อให้มูลค่าพัสดุคงคลังอยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยมุ่งเน้นการจัดการพัสดุคงคลังของโครงการบงกช โครงการอาทิตย์ และโครงการเอส 1 โดยมีขั้นตอนสำคัญในการบริหารพัสดุคงคลังดังนี้

1
ทบทวนการบริหารจัดการพัสดุคงคลัง

โดยครอบคลุมตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ กำหนดคุณลักษณะ การจัดซื้อจัดจ้าง จัดเก็บ เบิกจ่าย และตัดจำหน่าย ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับมาตรการควบคุมภายในของบริษัทและกฎระเบียบทางราชการที่เกี่ยวข้อง โดยในปี 2564 บริษัทได้ทดลองโครงการการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ท่อซึ่งเป็นพัสดุคงคลังที่มีมูลค่าสูงในอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ (Oil Country Tubular Goods - OCTG) เพื่อให้มีการบริหารจัดการท่ออย่างมีประสิทธิภาพและนำไปใช้งานอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยบริษัททำสัญญาฝากขาย (consignment) กับคู่ค้าให้คู่ค้าบริหารจัดเก็บ OCTG ไว้ในคลังสินค้าส่วนกลางในประเทศไทยสำหรับใช้ในทุก ๆ โครงการของ ปตท.สผ. โดยแต่ละโครงการจะทำการสั่งซื้อ OCTG ตามจำนวนที่ต้องการใช้จริงในแต่ละงาน วิธีการดังกล่าวนอกจากจะช่วยลดปริมาณท่อคงเหลือจากการใช้งานแล้วยังเป็นการเพิ่มความคล่องตัวในการเรียกใช้ผลิตภัณฑ์ท่อให้กับโครงการต่าง ๆ อีกด้วย นอกจากนี้ บริษัทได้ปรับปรุงแผนกลยุทธ์การจัดหาท่อ โดยจัดหาท่อเหล็กไร้เกลียว และตัดเกลียวในประเทศ เพื่อเป็นการส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจในท้องถิ่นให้มีศักยภาพทัดเทียมกับต่างชาติ และการสนับสนุนการจ้างงานภายในประเทศ ในขณะเดียวกันยังช่วยลดต้นทุนพัสดุคงคลัง และลดความเสี่ยงเรื่องท่อขาดแคลน อีกทั้งบริษัทยังมีแนวความคิดในเรื่องการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า โดยมีการนำพลาสติกป้องกันเกลียว (Thread Protection) ซึ่งต้องใช้กับท่อ OCTG ทุกเส้นกลับมาใช้ซ้ำ ซึ่งจะช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกได้อีกด้วย

2
ปรับปรุงระดับการจัดเก็บพัสดุให้เหมาะสมกับความต้องการใช้จริง

เพื่อลดปริมาณการจัดเก็บและบริหารการใช้พื้นที่ในการจัดเก็บอย่างเหมาะสม โดยบริษัทได้ศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยี Machine Learning เพื่อคาดการณ์ระดับการจัดเก็บพัสดุคงคลังที่เหมาะสมสำหรับความต้องการใช้งานในอนาคต

3
บริหารจัดการพัสดุแบบองค์รวมผ่านฐานข้อมูลกลาง

เพื่อจัดการพัสดุคงเหลือหรือพัสดุใช้แล้วที่ยังอยู่ในสภาพดีและสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ โดยนำพัสดุดังกล่าวกลับเข้าคลังพัสดุกลางเพื่อลดปริมาณการสั่งซื้อ ลดขั้นตอนและเวลาในการจัดซื้อพัสดุ ซึ่งส่งผลให้ปริมาณการจัดซื้อจัดจ้างและต้นทุนการผลิตลดลง

4
ประเมิน ตรวจสอบ และตัดจำหน่ายพัสดุคงคลัง

ที่มีลักษณะเสื่อมสภาพ ล้าสมัย หรือมีคุณลักษณะไม่สอดคล้องกับการดำเนินงานในปัจจุบัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนด้านการจัดเก็บพัสดุคงคลัง


การบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ปตท.สผ. ให้ความสำคัญต่อการบริหารจัดการและการดำเนินงานด้านการขนส่งภายใต้กลยุทธ์ 3E (Economics, Efficiency and Environment) โดยมุ่งเน้นการปฏิบัติงานที่สอดคล้องกับมาตรฐานด้านความปลอดภัย มั่นคง อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม (Safety, Security, Health and Environment – SSHE) ภายใต้การบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ มีการวางแผน การคาดการณ์ การรวบรวม และการขนส่งตามมาตรฐานสากล ความเชื่อถือได้ในกระบวนการนำส่งสินค้าและบริการ บริษัทมีการติดตั้งระบบควบคุมและติดตามการใช้น้ำมัน (GPS Vessel Monitoring System) ของเรือแต่ละลำตั้งแต่ปี 2556 เพื่อให้มั่นใจว่าเรือทุกลำมีการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ โดยบริษัทมีการควบคุมปริมาณการใช้น้ำมัน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการจัดการของการเดินเรือแบบรวมศูนย์ (Centralized Vessel Utilization Management)