การบริหารความเสี่ยงและการจัดการภาวะวิกฤต
ความสำคัญและพันธกิจ
ปตท.สผ. ให้ความสําคัญกับการบริหารความเสี่ยง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบหลักด้าน Governance, Risk Management and Compliance หรือ GRC ภายใต้กรอบแนวคิดด้านความยั่งยืน (Sustainability Framework) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อการบรรลุวิสัยทัศน์ พันธกิจ กลยุทธ์ และวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ รวมทั้งตอบสนองต่อความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างเหมาะสม เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนและสร้างคุณค่าให้แก่มีส่วนได้เสียทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ปตท.สผ.จึงกําหนดกรอบและนโยบายการบริหารความเสี่ยง เพื่อให้บริษัทฯ มีการกํากับดูแลด้านการบริหารความเสี่ยงที่ดีโดยผู้บริหารและพนักงานทุกคนต้องถือปฏิบัติ
เป้าหมาย
สามารถระบุความเสี่ยงที่สำคัญ เพื่อกำหนดมาตรการจัดการความเสี่ยงล่วงหน้าก่อนที่จะกลายเป็นปัญหาได้อย่างครบถ้วนเหมาะสม ซึ่งเป้าหมายดังกล่าวได้รับอนุมัติจากระดับคณะกรรมการบริษัท
แนวทางการบริหารจัดการ
การกำกับดูแลความเสี่ยง
ด้วยความมุ่งมั่นในการบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล คณะกรรมการ ปตท.สผ. จึงได้อนุมัติกรอบการกำกับดูแลความเสี่ยงองค์กร เพื่อกำหนดความรับผิดชอบและอำนาจหน้าที่ในการบริหารความเสี่ยงตั้งแต่ระดับคณะกรรมการบริษัท ไปจนถึงระดับหน่วยธุรกิจ เพื่อให้การบริหารจัดการความเสี่ยงภายในองค์กรมีการสื่อสาร ประสานความร่วมมือ และเชื่อมโยงกันทุกระดับ อีกทั้งได้อนุมัติระดับความเสี่ยงที่องค์กรยอมรับได้ เพื่อใช้เป็นกรอบในการดำเนินงานและแสวงหาโอกาสทางธุรกิจ ทำให้บริษัทสามารถควบคุมดูแลการจัดการความเสี่ยงทุกด้านให้อยู่ภายใต้ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้อย่างมีประสิทธิผลและสอดคล้องกับนโยบายต่าง ๆ และสร้างความมั่นใจว่าความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ (Strategic Risk) ความเสี่ยงที่มีผลกระทบระดับองค์กร (Corporate Risk) และความเสี่ยงเกิดใหม่ (Emerging Risk) จะได้รับการบริหารจัดการ เพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็นปัญหาโดยไม่ทราบล่วงหน้า ช่วยลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น และลดการเกิดความเสี่ยงซ้ำ
ในปี 2567 ปตท.สผ. ได้ทบทวนระเบียบว่าด้วยคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง กรอบการกำกับดูแลความเสี่ยงองค์กร ประกาศระดับความเสี่ยงที่องค์กรยอมรับได้ เกณฑ์และขอบเขตความเสี่ยงที่องค์กรยอมรับได้ และนโยบายบริหารความเสี่ยงองค์กร เพื่อให้เอกสารดังกล่าวสะท้อนการดำเนินงานปัจจุบันและสอดคล้องกับบริบทองค์กรที่เปลี่ยนแปลงไป โดยแนวทางการปรับปรุงเอกสารดังกล่าวมาจาก 3 แหล่งที่มา ได้แก่ (1) แนวทางการดำเนินงานในปัจจุบันและข้อแนะนำจากคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง (RMC) และคณะกรรมการจัดการ (MC) (2) แนวทางการปรับปรุงตาม Enterprise Risk Management (ERM) Maturity Assessment และ (3) Institute of Risk Management Advisory (IRM) ตามมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้องกับการบริหารความเสี่ยง
ปตท.สผ. มีนโยบายและกรอบการบริหารความเสี่ยงองค์กรซึ่งอนุมัติโดยคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง โดยมุ่งเน้นการบริหารความเสี่ยงเชิงรุกและการมีวัฒนธรรมด้านความเสี่ยงที่เข้มแข็ง มีกระบวนการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ISO 31000:2018 และมีการนำกรอบแนวทางการบริหารความเสี่ยงของ The Committee of Sponsoring Organizations of the Treadway Commission (COSO) Enterprise Risk Management – Integrating with Strategy and Performance (COSO ERM 2017) และ COSO Enterprise Risk Management – Applying Enterprise Risk Management to Environmental, Social and Governance-related Risks (COSO ESG 2018) มาปรับใช้เพื่อเชื่อมโยงการบริหารความเสี่ยงเข้ากับการวางแผนกลยุทธ์ และบูรณาการการบริหารความเสี่ยงด้านความยั่งยืน อันได้แก่ ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี เข้ากับกระบวนการบริหารความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กร โดยคณะกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานทุกระดับ มีหน้าที่และความรับผิดชอบในการบริหารความเสี่ยง และผลักดันการบริหารความเสี่ยงให้ครอบคลุมไปยังผู้รับเหมา คู่ค้า และหุ้นส่วนทางธุรกิจต่าง ๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อการบรรลุวิสัยทัศน์ พันธกิจ กลยุทธ์ วัตถุประสงค์ทางธุรกิจ
กรอบการบริหารความเสี่ยงองค์กร
กระบวนการบริหารจัดการความเสี่ยงขององค์กรเป็นไปตามมาตรฐาน ISO 31000:2018 ซึ่งประกอบด้วย 6 ขั้นตอนสำคัญ ตามที่แสดงด้านล่าง โดยกระบวนการเหล่านี้สามารถนำไปปรับใช้ในหลายระดับภายในองค์กร
ปตท.สผ. ส่งเสริมการบูรณาการการบริหารความเสี่ยงเข้ากับการดำเนินงานและการตัดสินใจทางธุรกิจ โดยนำการบริหารความเสี่ยงมาใช้ทั่วทั้งองค์กร ครอบคลุมการดำเนินงานหลักของบริษัททุกด้านซึ่งประกอบด้วย การวางแผนและการจัดการเชิงกลยุทธ์ การตัดสินใจลงทุนและถอนการลงทุน การบริหารโครงการขนาดใหญ่ การปฏิบัติการและกระบวนการทางธุรกิจ รวมถึงการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management) และการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี (ESG) นอกจากนี้ ยังมีการบริหารความเสี่ยงในทุกระดับ ทั้งในระดับองค์กร (Corporate Level) และระดับปฏิบัติการ (Operational Level) เพื่อให้ความเสี่ยงอยู่ในระดับที่องค์กรยอมรับได้ (Risk Appetite) และมีการจัดสรรทรัพยากรเพื่อการบริหารความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสมกับระดับความเสี่ยงและผลตอบแทนที่จะได้รับ พร้อมทั้งมีการติดตามความคืบหน้าของแผนจัดการความเสี่ยง (Mitigation Plan) และตัวชี้วัดความเสี่ยงที่สำคัญ (Key Risk Indicators - KRIs) ซึ่งเป็นเครื่องมือในการเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อจะได้ป้องกันและกำหนดมาตรการจัดการความเสี่ยงเพิ่มเติมได้ทันเหตุการณ์
กระบวนการบริหารความเสี่ยง
1. การกำหนดขอบเขตและบริบท
ปตท.สผ. ทำความเข้าใจว่าความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงาน จึงต้องมีการบริหารความเสี่ยง การกำหนดขอบเขตและบริบท เป็นกระบวนการในการกำหนดวัตถุประสงค์ และทำความเข้าใจบริบททางธุรกิจทั้งภายนอกและภายใน ความเข้าใจร่วมกันในประเด็นเหล่านี้เป็นกุญแจสู่ความสำเร็จในการบริหารความเสี่ยง
2. การประเมินความเสี่ยง
ปตท.สผ. มีการประเมินความเสี่ยงที่ครอบคลุมความเสี่ยงด้านกลยุทธ์และการลงทุน ความเสี่ยงทางการเงินและตลาด ความเสี่ยงด้านการเมือง กฎหมาย หรือข้อบังคับ ความเสี่ยงด้านการดำเนินงาน และความเสี่ยงเกิดใหม่ โดยพิจารณาจากผลกระทบ (Impact) และโอกาสเกิด (Likelihood) ของความเสี่ยงนั้น ๆ
ระดับความเสี่ยง
ปตท.สผ. กำหนดระดับคะแนนความเสี่ยงใน 2 มิติ ได้แก่ ผลกระทบ และโอกาสเกิด เพื่อให้มีความเข้าใจในทิศทางเดียวกันระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องกับวิธีการประเมินตามระดับความเสี่ยง
- เกณฑ์โอกาสเกิด : โอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ความเสี่ยง สามารถพิจารณาจากเหตุการณ์ปกติ หรือประสบการณ์ของเจ้าของความเสี่ยงที่เทียบเคียงได้ ระดับของโอกาสเกิดนั้นอาจไม่สอดคล้องกับความน่าจะเป็นของความถี่ แต่สมเหตุสมผลในแง่ของการบริหารความเสี่ยง เกณฑ์โอกาสเกิดแบ่งเป็น 5 ระดับ ดังนี้
- เกือบแน่นอน (Almost certain) (5) : เหตุการณ์เกิดขึ้นบ่อยครั้งในอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม หรือเกิดขึ้นมากกว่าหนึ่งครั้งต่อปีในสถานที่เดียวกัน หรือคาดว่าจะเกิดขึ้นใน ปตท.สผ.
- มีความเป็นไปได้สูง (Likely) (4) : เหตุการณ์เกิดขึ้นหลายครั้งต่อปีในอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม หรือมากกว่าหนึ่งครั้งต่อปีใน ปตท.สผ. หรือเกิดขึ้นที่สถานที่เดียวกัน หรือมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นใน ปตท.สผ.
- มีความเป็นไปได้ (Possible) (3) : เหตุการณ์เกิดขึ้นหลายครั้งในอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม หรือเกิดขึ้นครั้งเดียวใน ปตท.สผ. หรืออาจเกิดขึ้นใน ปตท.สผ.
- ไม่น่าเป็นไปได้ (Unlikely) (2) : เหตุการณ์เกิดขึ้นไม่กี่ครั้งในอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม หรือไม่น่าจะเกิดขึ้นใน ปตท.สผ.
- เกิดขึ้นไม่บ่อย (Rare) (1) : เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกิดขึ้นระยะไกล และ/หรือไม่เคยได้ยินมาก่อนในอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม
- ประเภทผลกระทบ : ปตท.สผ. กำหนดประเภทของผลกระทบหลักทั้งหมด 7 ประเภท เพื่อวัดระดับความรุนแรงของความเสี่ยง ได้แก่ 1) รายได้สุทธิ/มูลค่าปัจจุบันสุทธิ/มูลค่าทางการเงินที่คาดหวัง 2) บุคลากร 3) ความเสียหายต่อทรัพย์สิน 4) ต้นทุนและกำหนดการของโครงการ 5) กฎหมายและการปฏิบัติตามข้อกำหนด 6) สิ่งแวดล้อม และ 7) ภาพลักษณ์และชื่อเสียง โดยแบ่งเกณฑ์การวัดออกเป็น 5 ระดับ ตามระดับผลกระทบต่อบริษัทจากน้อยไปหามาก

3. การจัดการความเสี่ยง
กระบวนการจัดการความเสี่ยงแบ่งออกเป็น ยอมรับความเสี่ยง (Take) จัดการความเสี่ยง (Treat) ถ่ายโอนความเสี่ยง (Transfer) และหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (Terminate) ซึ่งสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่องค์กรยอมรับได้
4. การติดตามและทบทวน
ปตท.สผ. ยังคงติดตามความเสี่ยงและมาตรการบรรเทาผลกระทบซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารความเสี่ยง เพื่อให้มั่นใจว่าเรายังคงตื่นตัวต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงและปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ได้อย่างหมาะสม นอกจากนี้ มีการทบทวนความเสี่ยงเป็นประจำอย่างน้อยเป็นรายไตรมาส การเน้นย้ำถึงความคล่องตัวทำให้ ปตท.สผ. สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้ทันท่วงทีสามารถรวบรวมความเสี่ยงใหม่ ที่ผลกระทบมีนัยสำคัญ เพื่อให้มั่นใจว่าเรามีความพร้อมในการจัดการกับความเสี่ยงอย่างทันท่วงที สมเหตุสมผล และมีประสิทธิภาพ
ปตท.สผ. จัดให้มีการตรวจสอบจากหน่วยงานภายในและการตรวจประเมินจากภายนอก ในช่วงสามปีที่ผ่านมามีการตรวจสอบภายในที่มุ่งเน้นในเรื่องกระบวนการบริหารความเสี่ยง นอกจากนี้ ยังได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญมาประเมิน Enterprise Risk Management (ERM) Maturity ตามมาตรฐานสากล ซึ่ง รวมถึง ISO31000 และ COSO โดยขอบเขตของการประเมินครอบคลุมการกำกับดูแลและกรอบการทำงาน กระบวนการ วัฒนธรรม และหัวข้อพิเศษ เช่น การบริหารความเสี่ยงของบุคคลที่สามและหุ้นส่วน เครื่องมือและซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการบริหารความเสี่ยง และการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ ซึ่งผลการประเมินส่วนใหญ่อยู่ที่ระดับ 3 ถึงระดับ 4
5. การสื่อสารและการให้คำปรึกษา
ปตท.สผ. มั่นใจว่าพนักงานทุกคนได้รับข้อมูล มีส่วนร่วม และได้รับอำนาจในการมีส่วนช่วยผลักดันให้เกิดความสำเร็จของการบริหารความเสี่ยง
6. การบันทึกและการรายงาน
ปตท.สผ.บันทึกกระบวนการบริหารความเสี่ยงและผลลัพธ์และรายงานผ่านเครื่องมือและระบบทะเบียนจัดการความเสี่ยง รายงานความเสี่ยงสนับสนุนฝ่ายบริหารและคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงในการตัดสินใจ รวมถึงทำให้สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ตามบทบาทหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย นอกจากนี้ ได้มีการคำนึงถึงการจำกัดการเข้าถึงข้อมูลความเสี่ยง โดยพิจารณาจากความจำเป็นในการใช้งาน
โครงสร้างการบริหารความเสี่ยง
เพื่อให้ประเด็นความเสี่ยงที่สำคัญได้ถูกระบุไว้อย่างครอบคลุม ครบถ้วน และมีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นไปตามหลักการโมเดลสามด่าน (Three Lines Model) หน่วยงานบริหารความเสี่ยงจะให้ข้อแนะนำและทำงานร่วมกับหน่วยงานที่มีบทบาทในด่านที่หนึ่ง (First Line Roles) ซึ่งมีหน้าที่ในการดำเนินงานและบริหารความเสี่ยงไปพร้อม ๆ กันในฐานะเจ้าของความเสี่ยง (Risk Owner) และประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานที่มีบทบาทในด่านที่สอง (Second Line Roles) ที่ดูแลและมีความเชี่ยวชาญเฉพาะเรื่อง ซึ่งจะทำหน้าที่ให้ความช่วยเหลือในการบริหารความเสี่ยงในแต่ละด้าน เช่น หน่วยงานกำกับการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ จะติดตามการเปลี่ยนแปลงกฎหมายซึ่งอาจส่งผลให้เป็นความเสี่ยงเกิดใหม่หรือทำให้ระดับความเสี่ยงเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ส่วนหน่วยงานตรวจสอบซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทในด่านที่สาม (Third Line Roles) ทำหน้าที่ตรวจสอบและให้ข้อแนะนำอย่างเป็นอิสระ เพื่อพัฒนาปรับปรุงการบริหารความเสี่ยงให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่งขึ้น หน่วยตรวจสอบภายในตามบทบาทนี้ประกอบไปด้วยหน่วยงานตรวจสอบ และผู้ตรวจสอบภายนอก มีหน้าที่ในการตรวจสอบอิสระเกี่ยวกับผลการดำเนินงานโดยรวมของระบบการจัดการต่าง ๆ ภายใต้การดำเนินงานของ First และ Second Line Roles ซึ่งรวมถึงการตรวจสอบเพื่อให้มั่นใจได้ว่าการบริหารจัดการความเสี่ยงดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และให้ข้อเสนอแนะสำหรับการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานบริหารความเสี่ยงและหน่วยงานตรวจสอบ เพื่อให้มั่นใจว่าประเด็นความเสี่ยงที่สำคัญได้ถูกระบุและจัดการอย่างต่อเนื่อง
ความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ ความเสี่ยงระดับองค์กร และความเสี่ยงเกิดใหม่
ปตท.สผ. มีการบริหารความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ (Strategic Risk) ที่สอดประสานกับกระบวนการวางแผนกลยุทธ์ โดยจะประเมิน กลยุทธ์ในมุมมองด้านความเสี่ยง เพื่อเลือกกลยุทธ์ที่สนับสนุนการบรรลุเป้าหมายขององค์กร ภายใต้ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ การบริหารความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ยังครอบคลุมไปถึงการติดตามและการรายงานสมมติฐานสำคัญที่ใช้ในการกำหนดกลยุทธ์ (Strategic Assumptions) รวมถึงความคืบหน้าของเหตุการณ์และปัจจัยต่าง ๆ เพื่อประเมินว่ากลยุทธ์ที่ดำเนินการนั้น ยังคงมีความเหมาะสม สามารถดำเนินงานได้และนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายองค์กร โดยหน่วยงานบริหารความเสี่ยงได้ติดตามสถานการณ์ที่จะมีผลต่อกลยุทธ์และรายงานต่อผู้บริหารและคณะกรรมการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นรายไตรมาส เพื่อให้สามารถปรับหรือเปลี่ยนกลยุทธ์ได้อย่างทันท่วงทีต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
สำหรับการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กร (Corporate Risk) ปตท.สผ. พิจารณาทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกที่มีผลกระทบต่อการบรรลุวัตถุประสงค์และกลยุทธ์ของบริษัท รวมถึงปัจจัยที่อาจมีผลกระทบสูงระดับองค์กร เช่น การเปลี่ยนแปลงและสถานการณ์โลกที่สำคัญ (Significant Global Events) ผลการตรวจสอบโดยหน่วยงานตรวจสอบ (Audit Findings) และข้อคิดเห็นของคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงและผู้บริหารของบริษัท โดยความเสี่ยงสำคัญที่หน่วยงานผู้รับผิดชอบหรือเจ้าของความเสี่ยง (Risk Owner) ได้ระบุและประเมินไว้จะได้รับการพิจารณายกระดับขึ้นตามเกณฑ์ระดับองค์กรด้วยทั้งนี้ ประเด็นความเสี่ยงระดับองค์กรทั้งหมดจะถูกรวบรวมและจัดทำเป็น Corporate Risk Profile (CRP) เพื่อรายงานต่อผู้บริหาร คณะกรรมการจัดการ และคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนั้นยังมีการติดตามและแจ้งต่อคณะกรรมการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องหากมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญเพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ ปตท.สผ. มีการประเมิน ติดตามและรายงานความเสี่ยงเกิดใหม่ (Emerging Risk) ที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ในอนาคต
ทั้งนี้ ปตท.สผ. ประสบความสำเร็จในการนำระบบทะเบียนความเสี่ยง (Risk Register System – RR System) ในรูปแบบเว็บไซต์มาใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม เป็นช่องทางให้หน่วยงานเจ้าของความเสี่ยงสามารถระบุและวิเคราะห์ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับตนเองได้อย่างครบถ้วน รวดเร็ว สื่อสารได้อย่างทั่วถึง ทั้งยังสามารถรวบรวมและยกระดับความเสี่ยงที่สำคัญขึ้นมาเป็นความเสี่ยงระดับองค์กร ในปี 2567 บริษัทฯ ได้ปรับปรุงระบบการลงทะเบียนความเสี่ยงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเพิ่มการลงทะเบียนความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ (Strategic Risk) ซึ่งจะมีมุมมองการบริหารความเสี่ยงที่แตกต่างจากความเสี่ยงที่เกิดจากการดำเนินงานตามแผนงาน การปรับปรุงระบบการลงทะเบียนความเสี่ยงนี้ ส่งผลให้บริษัทฯ สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่พบปัญหาที่ส่งผลกระทบรุนแรง (No Surprise Problem) อันเนื่องมาจากการไม่ลงทะเบียนความเสี่ยง เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องสามารถติดตามการบริหารความเสี่ยงได้อย่างสะดวก รวดเร็ว จากทุกสถานที่ ทุกเวลา นอกจากนี้ ปตท.สผ. มุ่งมั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อการบริหารความเสี่ยงให้มีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงพัฒนา Chat Bot ตัวแนะนำความเสี่ยงและค้นหาข้อมูลความเสี่ยงอย่างครบถ้วน นำไปสู่การบริหารจัดการความเสี่ยงเพื่อป้องกันการเกิดปัญหาที่อาจส่งผลกระทบต่อเป้าหมายขององค์กร
ปตท.สผ. มุ่งมั่นต่อการดำเนินงานตามกระบวนการบริหารความเสี่ยงเชิงรุก ในปี 2567 เราได้ใช้ Risk Matrix ช่วยประเมินเหตุการณ์ที่สำคัญต่อองค์กร โดยพิจารณาทั้งในแง่ผลกระทบและโอกาสเกิดความเสี่ยง จากการวิเคราะห์นี้ ปตท.สผ. ได้ระบุมาตรการจัดการความเสี่ยงเพื่อให้มั่นใจว่าแต่ละความเสี่ยงอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ทั้งหมด
| ความเสี่ยงที่สำคัญและลำดับความสำคัญ | คำอธิบาย | ระดับความเสี่ยงที่องค์กรยอมรับได้ | มาตรการบรรเทาความเสี่ยง (การควบคุมที่มีอยู่ในปัจจุบัน) |
|---|---|---|---|
|
ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์และการลงทุน: ความเสี่ยงในการลงทุนเพิ่มเติมในโครงการปัจจุบันและโครงการใหม่ ลำดับความสำคัญ (โอกาสเกิดและผลกระทบ): สูง |
ปตท.สผ. มุ่งรักษาอัตราส่วนปริมาณสำรองการผลิต โดยการแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ร่วมกับพันธมิตร พื้นที่หลัก ได้แก่ ประเทศไทย เมียนมา มาเลเซีย และประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยพิจารณาปัจจัยต่างๆ เช่น ศักยภาพปิโตรเลียม ลักษณะโครงการ เสถียรภาพทางการเมือง และภาวะเศรษฐกิจ |
ปตท.สผ. ยอมรับความเสี่ยงด้านการลงทุนในการสำรวจน้ำมันและก๊าซ โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจหลัก รวมถึงลงทุนในธุรกิจที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ โดยจัดการความเสี่ยงให้มีความสมดุลกับผลตอบแทนและประโยชน์ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตัวอย่างของเกณฑ์และขอบเขตความเสี่ยงที่สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่องค์กรยอมรับได้ ได้แก่
|
ปตท.สผ. มีกระบวนการพิจารณาความเสี่ยงในการลงทุนอย่างรอบคอบ ทั้งพิจารณาด้านขนาดแหล่งปิโตรเลียม ขนาดของโครงการ การได้มาซึ่งแหล่งปิโตรเลียมและปริมาณสำรองเพิ่มเติม การดำเนินการและความสามารถของผู้ดำเนินการ เงื่อนไขและความชัดเจนของการแบ่งผลประโยชน์ การปฏิบัติตามข้อสัญญา สภาพทางภูมิศาสตร์ กฎหมาย และกฎระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ความมั่นคงทางการเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เสถียรภาพด้านเศรษฐกิจและการเงิน รวมทั้งจัดหาที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญในประเทศที่เข้าไปลงทุนเพื่อให้คำแนะนำเพิ่มเติม โดยกำหนดมาตรการบริหารความเสี่ยงไว้ล่วงหน้า เพื่อประกอบการพิจารณาคัดเลือกโครงการ และชดเชยความเสี่ยงเหล่านี้ไว้ในกระบวนการวิเคราะห์ผลตอบแทนจากการลงทุน หรือ ในสัญญาซื้อขายและสัญญาร่วมทุน นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้พิจารณาโครงการลงทุนที่สอดคล้องกับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยเน้นการลงทุนในโครงการก๊าซธรรมชาติ และนำปัจจัยเกี่ยวกับความเข้มของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาร่วมพิจารณาประกอบการลงทุนในโครงการใหม่ ๆ ด้วย ทั้งนี้ โครงการต่าง ๆ จะถูกกลั่นกรองโดยคณะกรรมการการลงทุนและคณะกรรมการจัดการ เพื่อให้มั่นใจว่าการลงทุนในโครงการนั้น ๆ มีความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และสามารถจัดการได้อย่างเหมาะสมก่อนที่จะได้รับการกลั่นกรองจากคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง และอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัทตามลำดับ |
|
ความเสี่ยงด้านการดำเนินการ: ความเสี่ยงในการสำรวจ ลำดับความสำคัญ (โอกาสเกิดและผลกระทบ): สูง |
การสำรวจหาแหล่งน้ำมันใหม่เป็นสิ่งที่สำคัญต่อการเติบโตของ ปตท.สผ. ความเสี่ยงจึงรวมถึงความเสี่ยงทางธรณีวิทยาและความไม่แน่นอนของปริมาณทรัพยากร ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจ ได้แก่ โอกาสในการประสบความสำเร็จ การประเมินทรัพยากร ต้นทุน และข้อกำหนดของสัญญา |
ปตท.สผ. ยอมรับความเสี่ยงด้านการลงทุนในการสำรวจน้ำมันและก๊าซ โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจหลัก รวมถึงลงทุนในธุรกิจที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ โดยจัดการความเสี่ยงให้มีความสมดุลกับผลตอบแทนและประโยชน์ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตัวอย่างของเกณฑ์ และขอบเขตความเสี่ยงที่สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่องค์กรยอมรับได้ ได้แก่
|
ปตท.สผ. มีกระบวนการที่ชัดเจนในการพิจารณาการลงทุนด้านการสำรวจ และมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนในการประเมินโครงการแต่ละขั้นตอนจนถึงการตัดสินใจลงทุน ตั้งแต่หลักเกณฑ์การเลือกแอ่งปิโตรเลียมที่มีศักยภาพ (Potential Petroleum Basins) การประเมินศักยภาพของแปลงในแอ่งปิโตรเลียม ด้วยการศึกษาทางธรณีวิทยาโดยละเอียด (Subsurface Studies) รวมถึงศึกษาปัจจัยความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน (Above-Ground Investment Risks) โดยกลุ่มงานธรณีศาสตร์และการสำรวจจะประเมินศักยภาพครอบคลุมพื้นที่เป้าหมายทั่วโลก เพื่อคัดเลือกพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงสุดและนำมาพิจารณาเพื่อเข้าประมูลพื้นที่หรือเข้าร่วมทุน เมื่อได้โครงการแล้วจะวางแผนการสำรวจทั้งระยะสั้นและระยะยาวภายใต้กรอบงบประมาณการสำรวจที่บริษัทฯ กำหนดไว้ โดยทบทวนกระบวนการเหล่านี้ทุกปี รวมทั้งปรับพื้นที่เป้าหมายและกลยุทธ์การสำรวจให้สอดคล้องกับผลการสำรวจที่ผ่านมา นอกจากนี้ ปตท.สผ. ยังกำหนดให้การศึกษาด้านการสำรวจต้องผ่านการพิจารณาของคณะทำงานสอบทานการประเมินศักยภาพปิโตรเลียม เพื่อให้แน่ใจว่ากระบวนการและผลการศึกษาโครงการสำรวจต่าง ๆ ครอบคลุมประเด็นสำคัญ ตลอดจนการประเมินศักยภาพปิโตรเลียมเป็นไปตามหลักเกณฑ์และมาตรฐาน รวมถึงกระบวนการดำเนินงานของ ปตท.สผ. เอง เพื่อสร้างความมั่นใจในการตัดสินใจลงทุน และให้ผลการสำรวจเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ |
จากสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด ตลอดจนความคาดหวังจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ที่ต้องเป็นไปตามกฎระเบียบต่าง ๆ รวมถึงมาตรการจัดการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่มีแนวโน้มเข้มข้นขึ้น ปตท.สผ. ได้ติดตามสถานการณ์และประเมินความเสี่ยงเกิดใหม่ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ในอนาคต และรายงานต่อผู้บริหารและคณะกรรมการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การติดตามและปรับปรุงแผนบริหารจัดการความเสี่ยงรวมทั้งกลยุทธ์ของบริษัทฯ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สนับสนุนให้องค์กรมีความยืดหยุ่นและสามารถรับมือกับความเสี่ยงเกิดใหม่ได้อย่างทันท่วงที ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และเพิ่มโอกาสในการดำเนินธุรกิจให้ ปตท.สผ. เติบโตต่อไปได้อย่างยั่งยืน
ปตท.สผ. ได้ระบุความเสี่ยงเกิดใหม่จากปัจจัยความเสี่ยงขององค์กร และจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยงเกิดใหม่เหล่านี้ตามเกณฑ์การประเมินความเสี่ยงที่มีอยู่ ปัจจุบัน ปตท.สผ. ได้ระบุและติดตามความเสี่ยงเกิดใหม่ ดังนี้
1. ความเสี่ยงจากเหตุการณ์สภาพอากาศที่รุนแรง (Risk from Extreme Weather Events)
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการเกิดเหตุการณ์สภาพอากาศที่รุนแรง เช่น คลื่นความร้อน ฝนตกหนัก พายุโซนร้อน ภัยแล้ง รวมถึงความท้าทายด้านทรัพยากรน้ำ โดยสถานการณ์เหล่านี้ได้กลายเป็นความเสี่ยงสำคัญจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถี่และทวีความรุนแรง อีกทั้งยังคาดการณ์การได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ ความเสี่ยงดังกล่าวสามารถส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจทั้งระยะสั้น อย่างการหยุดชะงักของการดำเนินงาน ไปจนถึงผลกระทบระยะยาวต่อโครงสร้างพื้นฐาน ห่วงโซ่อุปทาน และเสถียรภาพทางการเงิน
- ระยะเวลา: 3-10 ปี
- หมวดหมู่ความเสี่ยง: สิ่งแวดล้อม
- ลำดับความสำคัญ (โอกาสเกิดและผลกระทบ): ปานกลาง
สถานการณ์และผลกระทบต่อ ปตท.สผ.:
ปตท.สผ. พิจารณาเหตุการณ์สภาพอากาศที่รุนแรงในฐานะปัจจัยเสี่ยงเกิดใหม่เนื่องจากความถี่และความรุนแรงของเหตุการณ์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงความยากในการคาดคะเนของเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้เผชิญกับความท้าทายและผลกระทบอย่างเป็นระบบซึ่งมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งองค์กรจำเป็นต้องมีการนำรูปแบบการดำเนินงานและเครื่องมือใหม่ๆ รวมถึงสร้างความร่วมมือเพื่อบรรเทาผลกระทบอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นความสำคัญในด้านความยืดหยุ่นและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกรอบการบริหารจัดการความเสี่ยงโดยรวมของ ปตท.สผ.
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น เป็นความท้าทายที่สำคัญยิ่งต่อเสถียรภาพของการผลิต (Operational Stability) ความมั่นคงและความปลอดภัยของหน่วยการผลิต (Asset Integrity and Safety) ผลการดำเนินงานทางการเงิน และการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน โดยแบ่งออกเป็นด้านหลักดังนี้:
-
การหยุดชะงักของการดำเนินงาน (Operational Disruption): ความรุนแรงและไม่แน่นอนของเหตุการณ์สภาพอากาศที่รุนแรงยิ่งขึ้น เช่น พายุโซนร้อนและฝนตกหนัก อาจทำให้การดำเนินงานในพื้นที่ปฏิบัติการทั้งบนบกและนอกชายฝั่งในภูมิภาคที่สำคัญ เช่น ประเทศไทย มาเลเซีย (โครงการในรัฐซาบาห์และรัฐซาราวัก) และเมียนมาต้องหยุดชะงัก นอกจากนี้ การเผชิญผลกระทบจากคลื่นความร้อนและภัยแล้งที่ยาวนานอาจทำให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำซึ่งเป็นทรัพยากรที่สำคัญต่อการปฏิบัติการ
-
ความมั่นคงและความปลอดภัยของหน่วยการผลิต (Asset Integrity and Safety): สภาพอากาศที่รุนแรงส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานของหน่วยการผลิตต้องเผชิญกับความเครียดทางกายภาพอย่างมาก ซึ่งคุกคามต่อความมั่นคงของโครงสร้าง เช่น พายุไซโคลน ฝนตกหนัก และสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยอื่นๆ ที่อาจทำให้โครงสร้างอ่อนแอลงเมื่อเวลาผ่านไป นอกจากนี้ ความปลอดภัยในสถานที่ทำงานยังตกอยู่ในความเสี่ยงในช่วงที่เกิดเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการมีมาตรการป้องกันอย่างรอบด้านต่อความปลอดภัยของพนักงาน และเพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ ปตท.สผ. จำเป็นต้องมีการจัดสรรทรัพยากรจำนวนมากในงานด้านต่าง ๆ เช่น ระบบการตรวจติดตามขั้นสูง การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน และกลไกการตอบสนองฉุกเฉิน
-
ผลกระทบทางการเงิน (Financial Impact): การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบทางด้านการเงินเป็นอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในการซ่อมบำรุงและรักษาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้สามารถรับมือกับความเสี่ยงจากเหตุการณ์สภาพอากาศที่รุนแรงขึ้น นอกจากนี้ อาจเกิดการสูญเสียรายได้จากการหยุดดำเนินการหรือความสามารถการดำเนินงานที่ลดลงในช่วงที่มีสภาพอากาศที่รุนแรง
-
การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Disruption): เหตุการณ์สภาพอากาศที่รุนแรงอาจส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อวัสดุหรือบริการที่สำคัญถูกจัดหาจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ การหยุดชะงักเหล่านี้สามารถส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังการดำเนินงานทั้งหมด รวมถึงส่งผลต่อระยะเวลาการผลิตและการส่งมอบสินค้า
จากผลกระทบที่เกิดจากความเสี่ยงของเหตุการณ์สภาพอากาศที่รุนแรงเน้นย้ำถึงความจำเป็นของ ปตท.สผ. ในการปรับกลยุทธ์และรูปแบบในการดำเนินธุรกิจเพื่อปรับตัวต่อภาวะเหตุการณ์สภาพอากาศที่รุนแรง ในขณะเดียวกันยังเป็นโอกาสทางธุรกิจในด้านนวัตกรรมและความยั่งยืน
แนวทางการบริหารความเสี่ยง:
ปตท.สผ. ได้พัฒนาและดำเนินการตามแผนการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Management Plan) เพื่อจัดการความเสี่ยงจากเหตุการณ์สภาพอากาศที่รุนแรงเชิงรุก โดยมุ่งเน้นความปลอดภัยของพนักงาน การปกป้องหน่วยการผลิต และความต่อเนื่องของการดำเนินงาน โดยแผนนี้รวมเอาแนวทางการจัดการที่หลากหลาย เช่น การใช้เทคโนโลยีขั้นสูง การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเชิงกลยุทธ์ แนวปฏิบัติด้านการบริหารความเสี่ยงที่เข้มงวด และการสร้างความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นในทุกด้านต่อการดำเนินธุรกิจของ ปตท.สผ. โดยมีมาตรการที่สำคัญดังนี้
- การติดตามและตรวจสอบความพร้อมใช้งานของโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Readiness): ปตท.สผ. ได้ตรวจสอบและติดตามพื้นที่ปฏิบัติงานอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงนำสถานการณ์จากการประเมินสภาพภูมิอากาศเข้ามาเป็นปัจจัยเพื่อพิจารณาตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบโครงการใหม่ ๆ และประเมินความเสี่ยงเฉพาะพื้นที่เพื่อปรับปรุงแนวทางการคาดการณ์สภาพอากาศและผลกระทบจากสภาพอากาศที่ส่งผลต่อการดำเนินงาน
- การเตรียมความพร้อม การตอบสนอง และการฟื้นฟูต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน (Emergency Preparedness, Response, and Recovery): ปตท.สผ. ได้พัฒนาแผนการเตรียมทรัพยากรล่วงหน้าเชิงรุกควบคู่ไปกับกระบวนการฟื้นฟูที่คล่องตัว รวมถึงการจัดเตรียมระบบความปลอดภัยที่สามารถควบคุมพื้นที่ปฏิบัติการจากระยะไกลแบบอัตโนมัติในช่วงเวลาที่เกิดสภาพอากาศรุนแรง นอกจากนี้ ปตท.สผ. มีการยกระดับการทำประกันภัย ซึ่งเป็นเครื่องมือเพื่อป้องกันความเสี่ยงทางการเงิน รวมทั้งเพื่อสนับสนุนการปรับตัวและการฟื้นตัวของธุรกิจ กรณีที่บริษัทต้องเผชิญกับสภาวะฉุกเฉิน นอกจากนี้ ยังมีการจัดทำแผนการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจเพื่อรักษาการดำเนินงานที่สำคัญเพื่อให้เกิดการหยุดชะงักทางธุรกิจน้อยที่สุด
- การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder Engagement): ปตท.สผ. ได้สร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ บริษัทประกัน ชุมชนท้องถิ่น และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมสร้างความพร้อมและการตอบสนองต่อภัยพิบัติ
มาตรการข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางในภาพรวมของ ปตท.สผ. เพื่อรับมือและรักษาความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจเมื่อเกิดเหตุการณ์สภาพอากาศที่รุนแรง พร้อมทั้งใช้โอกาสในการปรับตัวทางธุรกิจและสร้างความยั่งยืนในระยะยาว
2. ความเสี่ยงด้านการใช้ AI เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน (Flawed Decisions from AI Misinterpretation)
การนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในองค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แม้จะนำมาซึ่งโอกาสใหม่ๆ แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่องค์กรต้องเตรียมรับมืออย่างเหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรม Oil & Gas ที่มีความซับซ้อนและต้องการความแม่นยำของข้อมูลสูง ปตท.สผ. ตระหนักถึงความเสี่ยงเหล่านี้ และได้มีการจัดการกับความเสี่ยงด้านการใช้ AI เพื่อติดตามและกำหนดมาตรการป้องกัน รับมือ และลดความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ความเสี่ยงหลักๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ AI มีดังนี้:
- ระยะเวลา: 3-10 ปี
- หมวดหมู่ความเสี่ยง: เทคโนโลยี
- ลำดับความสำคัญ (โอกาสเกิดและผลกระทบ): ปานกลาง
สถานการณ์และผลกระทบต่อ ปตท.สผ.:
- ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของข้อมูล (Data Security Risks): เช่นเดียวกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ทั่วไป การใช้ AI เพิ่มโอกาสในการถูกโจมตีทางไซเบอร์ในรูปแบบใหม่ๆ เช่น การโจมตีโมเดล AI โดยตรง (Model Poisoning, Adversarial Attacks) หรือการใช้ AI ในการโจมตีระบบอื่นๆ ปตท.สผ. ให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลที่ใช้ฝึกฝน AI และผลลัพธ์ที่ได้จาก AI โดยมีมาตรการป้องกันที่ครอบคลุม ตั้งแต่การควบคุมการเข้าถึงข้อมูล การเข้ารหัสข้อมูล การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ป้อนเข้าสู่โมเดล AI รวมถึงการเฝ้าระวังภัยคุกคามทางไซเบอร์ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านศูนย์ปฏิบัติการด้านความปลอดภัยไซเบอร์ (Cyber Security Operation Center - CSOC) ที่เชื่อมต่อกับระบบ Security Information and Event Management (SIEM)
- ความเสี่ยงด้านเนื้อหาที่น่าเชื่อถือแต่ไม่ถูกต้อง (Credibility and Accuracy Risks): AI อาจสร้างเนื้อหาที่ดูน่าเชื่อถือแต่ไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดได้ ปตท.สผ. จึงให้ความสำคัญกับการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ใช้ฝึกฝน AI และผลลัพธ์ที่ได้จาก AI อย่างเข้มงวด โดยใช้ PTTEP AI Platform เป็นศูนย์กลางหลักในการควบคุมและจัดการ AI Model ตั้งแต่การดึงข้อมูล การฝึกสอน จนถึงการเฝ้าติดตามและประเมินคุณภาพของโมเดล รวมถึงการกำหนดแนวทางการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI (Human Oversight) เพื่อให้มนุษย์มีบทบาทในการตรวจสอบและยืนยันผลลัพธ์จาก AI ก่อนนำไปใช้จริง
- ความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูล (Data Privacy Risks): การใช้ AI อาจเกี่ยวข้องกับการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งต้องคำนึงถึงกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง ปตท.สผ. ได้กำหนดแนวทางการกำกับดูแลข้อมูลองค์กร (Data Governance) ที่ครอบคลุมการเข้าถึงข้อมูล การดูแลคุณภาพข้อมูล และการปกป้องความเป็นส่วนตัวของข้อมูล เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้ AI เป็นไปตามข้อกำหนดและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- ความเสี่ยงด้านความมีอคติ (Bias Risks): AI อาจเรียนรู้และสะท้อนความมีอคติที่มีอยู่ในข้อมูลที่ใช้ฝึกฝน ซึ่งอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่เป็นธรรม ปตท.สผ. กำลังดำเนินการร่วมกับที่ปรึกษาเพื่อร่างนโยบายและแนวทางการใช้ AI อย่างมีธรรมาภิบาลและจริยธรรม เพื่อลดความเสี่ยงด้านความมีอคติและส่งเสริมความเป็นธรรมในการใช้ AI
- ความเสี่ยงด้านการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI (Human-AI Collaboration Risks): การทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI อาจเกิดความไม่เข้าใจหรือความผิดพลาดในการสื่อสาร ปตท.สผ. จึงมุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจและพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงานร่วมกับ AI ให้กับพนักงานผ่านการอบรม รวมถึงการกำหนดบทบาทและความรับผิดชอบที่ชัดเจนในการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI
- ความเสี่ยงด้านการดำเนินงาน (Operational Risk): ความเสี่ยงจากการตัดสินใจที่ไม่เหมาะสมตามคำแนะนำที่ไม่ถูกต้องจาก AI อาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการดำเนินงานต่างๆ ปตท.สผ. จึงเน้นย้ำถึงความสำคัญของ Human Oversight เพื่อให้มนุษย์มีบทบาทในการตรวจสอบและยืนยันคำแนะนำของ AI ก่อนนำไปปฏิบัติจริง มีการกำหนดแนวทางการทำงานร่วมกัน (Human Oversight) เพื่อให้มนุษย์มีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลและตัดสินใจขั้นสุดท้าย
- ความเสี่ยงด้านการสูญเสียรายได้ (Revenue Loss Risk): การตัดสินใจของ AI ที่ผิดพลาดอาจนำไปสู่การสูญเสียรายได้หรือผลกำไร ปตท.สผ. จึงให้ความสำคัญกับการประเมินผลกระทบจากการใช้ AI อย่างรอบคอบ มีการทดสอบและประเมินผล AI Model ในสภาพแวดล้อมที่จำลองสถานการณ์จริงก่อนนำไปใช้งาน รวมถึงการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของ AI อย่างต่อเนื่องผ่าน PTTEP AI Platform
แนวทางการบริหารความเสี่ยง:
ปตท.สผ. ได้เริ่มมีการติดตามความเสี่ยงจาก AI เหล่านี้ เพื่อให้มั่นใจว่าองค์กรสามารถควบคุมสถานการณ์และตอบสนองต่อความเสี่ยงจากการใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
วัฒนธรรมความเสี่ยงภายในองค์กร
ปตท.สผ. มุ่งสร้างให้การบริหารความเสี่ยงเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมองค์กร ด้วยการปลูกจิตสำนึกด้านความเสี่ยงให้พนักงานทุกคน โดยได้พัฒนาความรู้ ความสามารถผ่านการฝึกอบรมและกิจกรรมต่าง ๆ รวมทั้งมีผู้บริหารทุกระดับเป็นผู้นำและแบบอย่างที่ดี และส่งเสริมให้พนักงานนำการบริหารความเสี่ยงมาใช้ในการดำเนินงานจนเป็นวัฒนธรรมองค์กร ตลอดจนส่งเสริมให้ทบทวนการบริหารความเสี่ยง นำบทเรียนในอดีตและองค์ความรู้ต่าง ๆ มาใช้เพื่อพัฒนาการบริหารความเสี่ยงให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังแต่งตั้งผู้ประสานงานด้านความเสี่ยง (Risk Coordinator) ประจำหน่วยงานและโครงการต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยทำหน้าที่ประสานงานและรายงานเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงระหว่างหน่วยงานเจ้าของความเสี่ยงกับหน่วยงานบริหารความเสี่ยง ซึ่งช่วยขับเคลื่อนให้เกิดการประเมินความเสี่ยงและบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพทั่วทั้งองค์กร
ในปี 2567 มีกิจกรรมสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องการบริหารความเสี่ยงและความต่อเนื่องทางธุรกิจให้แก่พนักงานทั่วทั้งองค์กรตลอดทั้งปี ทั้งในรูปแบบการอบรม การประชุมเชิงปฏิบัติการ การจัดกิจกรรม GRC is in You Roadshow ในสำนักงานใหญ่และโครงการต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ ประกอบด้วย ประเทศเมียนมา มาเลเซีย โดยครอบคลุมพนักงานที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ Offshore และ Onshore นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมผ่านสื่อออนไลน์หลากหลายช่องทาง เช่น การออกอากาศผ่าน Podcast “Low Risk High Return – เสี่ยงไม่สุ่ม” การให้ความรู้ผ่าน Poster และการเรียนรู้ด้วยตนเอง (E-Learning) รวมทั้งจัดกิจกรรมเผยแพร่ แลกเปลี่ยนความรู้ในประเด็นสำคัญผ่านช่องทางรายการสด (Live) ในรายการ “เสี่ยงต้องคุย คุยไม่เสี่ยง” เช่น พื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทย-กัมพูชา เพื่อให้พนักงานมีความรู้เท่าทันเหตุการณ์ และเพิ่มความตระหนักเกี่ยวกับประเด็นสำคัญในระดับโลกที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อบริษัทฯ
การฝึกอบรมและการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการบริหารความเสี่ยง
สำหรับพนักงานทุกระดับ
ปตท.สผ. ได้ดำเนินโครงการฝึกอบรมที่เน้นหลักการบริหารความเสี่ยงและการประเมินความเสี่ยง ตัวอย่างเช่น แนวคิดด้านการบริหารความเสี่ยงและการฝึกอบรมการลงทะเบียนความเสี่ยงแก่ผู้ประสานงาน การฝึกอบรมแนวคิดด้านการบริหารความเสี่ยง (ความเสี่ยง กับ ดูเหมือนความเสี่ยง) ให้กับพนักงานทุกคน การประชุมเชิงปฏิบัติการด้านการบริหารความเสี่ยงให้แก่ฝ่ายบริหารและทีมงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการในประเทศมาเลเซีย เป็นต้น
ในอีกมุมหนึ่ง ปตท.สผ. เชื่อมโยงสิ่งจูงใจทางการเงินเข้ากับเป้าหมายการบริหารความเสี่ยง เพื่อสร้างวัฒนธรรมที่เข้มแข็งในการตระหนักรู้ถึงความเสี่ยงแก่พนักงานระดับอาวุโส ผู้จัดการ หรือบุคลากรที่เกี่ยวข้อง โดยกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPI) เช่น ความสำเร็จของแผนงานด้านความมั่นคง ปลอดภัยและชีวอนามัย การใช้แผน GRC (การกำกับดูแล การจัดการความเสี่ยงและการปฏิบัติตามกฎระเบียบ) ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการจ่ายเงินพิเศษและการประเมินผล สิ่งนี้สร้างวัฒนธรรมที่เป็นหนึ่งเดียวโดยมุ่งเน้นที่การตระหนักรู้ถึงความเสี่ยงและการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
สำหรับระดับคณะกรรมการ
นอกจากกรรมการผู้ที่ไม่เป็นผู้บริหารจะเป็นผู้มีประสบการณ์ด้านการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กร ปตท.สผ. ยังจัดให้มีการให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงเป็นประจำอีกด้วย หลักสูตรเหล่านี้ได้รับการออกแบบขึ้น เพื่อเพิ่มความเข้าใจและความเชี่ยวชาญในด้านการบริหารความเสี่ยงขององค์กร
การอบรมด้านการบริหารความเสี่ยงสำหรับกรรมการ
| การบริหารความเสี่ยง | รายชื่อของกรรมการที่เข้าร่วม |
|---|---|
|
การฝึกอบรมด้านความเสี่ยงในหลักสูตรปฐมนิเทศคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงระดับคณะกรรมการ ประกอบด้วย
|
กรรมการที่ไม่เป็นผู้บริหาร ผู้บริหาร และกรรมการอิสระทุกท่านจะต้องเข้าร่วม ในปี 2567:
|
|
หัวข้อพิเศษ
|
|
|
การอบรมเรื่องการบริหารความเสี่ยง
|
|
การบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ
ปตท.สผ. มีระบบการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารความเสี่ยงองค์กร โดยกําหนดกรอบการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจและพัฒนาแผนการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจสําหรับกระบวนการทํางานที่มีความสําคัญและเร่งด่วนให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลด้านการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ ISO 22301:2019 โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้
- 1 เพิ่มขีดความสามารถขององค์กรให้มีความยืดหยุ่น สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องแม้ในสถานกาณณ์ฉุกเฉินหรือภาวะวิกฤต
- 2 ปกป้องผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย บุคลากร องค์กร ชุมชน รวมถึงชื่อเสียงและภาพลักษณ์ขององค์กร
- 3 มีมาตรการจัดการความเสี่ยงจากเหตุการณ์ที่ทำให้ธุรกิจหยุดชะงัก และต้องเป็นไปตามนโยบายอื่น ๆ ของ ปตท.สผ.
- 4 ลดความเสี่ยงจากการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย มาตรฐาน ข้อกำหนด หรือสัญญาต่าง ๆ
- 5 สร้างขีดความสามารถให้องค์กรมีความยืดหยุ่นอย่างเหมาะสม และเพียงพอ
โดยมีการทบทวนและดำเนินการฝึกซ้อมแผนการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจอย่างสม่ำเสมอทุกปี เพื่อให้มั่นใจว่าแผนดังกล่าวยังเป็นปัจจุบัน และผู้เกี่ยวข้องสามารถนำแผนไปใช้ได้อย่างถูกต้อง ทันต่อสถานการณ์
นอกจากนี้ ปตท.สผ. ยังจัดให้มีระบบการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ และถือเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารความเสี่ยงองค์กร โดยกำหนดกรอบการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลด้านการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ ISO 22301:2019 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถขององค์กรให้มีความยืดหยุ่น สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องแม้ในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือภาวะวิกฤต โดยพัฒนาแผนการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจสำหรับกระบวนการทำงานที่มีความสำคัญและเร่งด่วน รวมถึงทบทวนและดำเนินการฝึกซ้อมแผนการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจเป็นประจำทุกปี เพื่อให้มั่นใจว่าแผนดังกล่าวยังเป็นปัจจุบัน และผู้เกี่ยวข้องสามารถนำแผนไปใช้ได้อย่างถูกต้อง ทันต่อสถานการณ ์โดยตั้งแต่ปี 2566 ปตท.สผ. ได้พัฒนาการบริหารจัดการแบบความเป็นศูนย์กลางหรือ PTTEP ONE BCMS เพื่อให้การดำเนินงานด้านการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งระบบการจัดการดังกล่าวได้รับการรับรองมาตรฐานจากสถาบัน British Standards Institution (BSI) และในปี 2567 ปตท.สผ. ได้เริ่มใช้ระบบ BCMS Digital Platform เพื่อเพิ่มระดับขีดความสามารถของ ปตท.สผ. ในการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ